วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

ลิเภา : สมุนไพรขับเสมหะ ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โรคริดสีดวงท...


สมุนไพรลิเภา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เฟิร์นตีนมังกร (กรุงเทพฯ), หมอยแม่ม่าย (นครราชสีมา), ตีนตะขาบ (พิจิตร), กระฉอด หมอยแม่ม่าย (ราชบุรี), กระฉอก ตะเภาขึ้นหน (ประจวบคีรีขันธ์), ลิเภาใหญ่ (ปัตตานี), หมอยยายชี (สุราษฎร์ธานี), กูดก้อง กูดเครือ กูดงอดแงด กูดแพะ กูดย่อง ผักจีน ต๊กโต (ภาคเหนือ), ตะเภาขึ้นหน หลีเภา (ภาคใต้), งอแง, ลิเภาย่อง, ย่านลิเภา, หญ้ายายเภา, สายพานผี เป็นต้น
ลักษณะของลิเภา
ต้นลิเภา จัดเป็นเฟิร์นทอดเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นยาวได้หลายเมตร ลำต้นเป็นเหง้าสั้นมีขนสีน้ำตาลเข้มหนาแน่น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-6 มิลลิเมตร ไม่มีเกล็ด ลำต้นเมื่อแก่จะมีสีดำและเป็นมัน ขยายพันธุ์โดยใช้สปอร์และวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดรำไร พบขึ้นตามป่าทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าผลัดใบผสมทั่วทุกภาคของประเทศ
ใบลิเภา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แกนกลางมีลักษณะเป็นเถาเลื้อย แกนกลางใบประกอบชั้นที่ชัดเจน โคนก้านใบเป็นสีน้ำตาล ส่วนด้านบนเป็นสีเหลืองน้ำตาล มีขนสีน้ำตาล มีปีกแผ่ยื่นออกมาไม่ชัดเจนหรือไม่มี ใบย่อยออกเรียงบนแกนกลางของใบ โดยใบย่อยที่ไม่สร้างสปอร์ ก้านใบย่อยจะยาวได้ประมาณ 2-4 มิลลิเมตร แผ่นใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบหยักเว้าเป็นฟันปลา มีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ ผิวใบมีขนใส หลังใบเกลี้ยง ส่วนท้องใบมีขนขึ้นประปรายตามเส้นใบ ส่วนใบย่อยที่สร้างสปอร์ที่อยู่กลางเถาขึ้นไปนั้น แอนนูลัสจะประกอบด้วยเซลล์เพียงแถวเดียว เรียงตัวในแนวขวางและอยู่ตรงยอดของอับสปอร์ เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เทียมจะมีลักษณะเป็นถุงเรียงซ้อนกันและมีขนใส กลุ่มสปอร์นั้นจะเกิดที่ขอบใบย่อย มีขนาดกว้างประมาณ 1.5 มิลลิเมตร และยาวได้ถึง 1 เซนติเมตร ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ลักษณะของใบย่อยนั้นจะมีอยู่หลายรูปร่าง เช่น ขอบขนาน ถึงรูปสามเหลี่ยมยาว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร
สรรพคุณของลิเภา
ทั้งต้นมีรสจืดเย็น มีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ชาวเขาเผ้าอีก้อ แม้ว มูเซอ และเย้า จะใช้ราก เหง้า ลำต้น ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการเจ็บคอ เสียงแหบ
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการร้อนใน  
ใบอ่อนหญ้าลิเภา  สามารถนำมาแช่กับน้ำแล้วห่อด้วยผ้าสะอาด บีบเอาน้ำออกมาใช้เป็นยาหยอดตาแก้ตาเจ็บหรือนัยน์ตาเป็นแผล   ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า น้ำคั้นจากใบก็ใช้เป็นยาหยอดตาแก้ตาเจ็บได้เช่นกัน
ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้พิษฝีภายใน ฝีภายนอก  
ทั้งต้นรวมรากและเหง้าใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต เลือดตกใน  
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปัสสาวะแดง ปัสสาวะเหลือง  
รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคริดสีดวงทวารและโรคนิ่ว  
ราก ใบ และเถาใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เลือดพิการ แก้ระดูมากะปริบกะปรอย  
ใบนำมาขยี้ใช้พอกแผลช่วยห้ามเลือด หรือใช้พอกแผลสด จะช่วยทำให้แผลแห้งและหายเร็วยิ่งขึ้น  
ใบใช้เป็นยารักษาบาดแผลและแผลพุพอง
ใบใช้ตำพอกรักษาโรคหิด ผื่นแดง ฝีฝักบัว  
ทั้งเถาและใบใช้ตำพอกปิดแผลที่อสรพิษขบกัดต่อย เป็นยาถอนพิษ แก้ฟกบวม ทำให้เย็น และช่วยแก้อาการอักเสบจากงู ตะขาบ แมงป่อง และแมลงมีพิษกัดต่อย  
ส่วนใต้ดิน นำมาต้มเป็นยาห่มแก้พิษจากสุนัขกัด แก้อาการจากพิษ แก้ปวด
ใบใช้ตำพอกป้องกันอาการปวดข้อ อาการแพลง  
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ต้นและใบย่านลิเภา ผสมกับหัวยาข้าวเย็น นำมาต้มกับน้ำดื่มต่างน้ำชา เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุ  
ทั้งต้นรวมรากและเหง้าใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดหลัง  
รากใช้ผสมกับยาอื่นเป็นยารักษาโรคมะเร็ง  
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของลิเภา
สารสกัดจากทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้หนูและกระต่ายแท้ง
ใบมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย
ประโยชน์ของลิเภา
ใบอ่อนและยอดอ่อนสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้ เช่น แกง ผัด ต้ม นึ่ง ลวก หรือนำมารับประทานสดร่วมกับน้ำพริก ลาบ เป็นต้น
ต้นสามารถนำมาใช้ทำเชือกได้ เพราะเถามีความเหนียวคงทน หรือนำมาทำเครื่องจักสานต่าง ๆ เช่น สานตะกร้า กำไล ทำกระเป๋า เครื่องประดับ ฯลฯ และล่าสุดนี้เห็นจะมีเคสโทรศัพท์มือถือที่ทำจากหญ้าชนิดนี้ออกมาจำหน่ายด้วย

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

ต้นธนนไชย : สมุนไพรแก้อาการผิดสำแดง รักษาโรคเหงือกและแผลในปาก

ต้นธนนไชย มีชื่ออื่นๆ เรียกเช่น ศรีธนนไชย (นครราชสีมา) พังพวยนก, พังพวยป่า, ลันไชย (ราชบุรี, ภาคใต้) รวงไซ, รางไซ, รางไทย (อุบลราชธานี) ลังไซ (ปราจีนบุรี)


ธนนไชย เป็นไม้หายากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ตามบริเวณที่มีสภาพดินเค็มของป่าผลัดใบ และที่ราบลุ่มแม่น้ำ หรือในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 50-200 เมตร สำหรับในประเทศไทยพบได้มากที่จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ปราจีนบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


ธนนไชย เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ผลัดใบ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลและแตกเป็นสะเก็ด มีความสูงของลำต้นประมาณ 5-15 เมตร


เรือนยอด รูปทรงกระบอก ค่อนข้างโปร่ง ลำต้นเปลา ตรง เปลือกนอกแตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม สีน้ำตาล เปลือกในสีเหลืองริ้วชมพู กระพี้ สีเหลือง น้ำเลี้ยงใส  ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ มีลักษณะเป็นรูปทรงรีหรือรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบเว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวและนุ่ม มีเส้นแขนงใบประมาณ 9-13 คู่ มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 2-4 ซม. ยาวประมาณ 4-8 ซม. บริเวณกิ่งอ่อนจะมีขนปกคลุม ก้านใบยาวประมาณ 3-5 มม. ออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงเวียนสลับกันที่บริเวณปลายกิ่ง ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามง่ามใบและปลายกิ่ง ยาว 4-8 ซม.มีสีขาวอมเหลือง ช่อดอกยาวประมาณ 5-10 ซม. มีกลีบดอกยาวประมาณ 2-3 มม. จำนวน 5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปลิ่ม ปลายแหลม มีขนปกคลุม จำนวน 5 กลีบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้อยู่บริเวณกลางดอก 10 อัน ผลสด เมล็ดเดียวแข็ง มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม แบน ปลายผลป้าน เปลือกผลมีขนปกคลุมเล็กน้อย ออกเป็นผลเดี่ยวๆ เมื่อผลแก่จะกลายเป็นสีม่วงหรือดำ ผลที่โตเต็มที่จะมีขนาดความกว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาวประมาณ 1 ซม. สภาพนิเวศ  พบในป่าเบญจพรรณทางภาค ตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 50-600 ม.


การขยายพันธุ์ สามารถทำได้ด้วยการใช้เมล็ด การปักชำกิ่ง ธนนไชย เป็นพืชที่ชอบความชื้นในปริมาณสูง ต้องการได้รับแสงแดดแบบเต็มวัน


สรรพคุณต้นธนนไชย
ลำต้นหรือราก-ใช้ต้มน้ำดื่ม แก้อาการผิดสำแดง


เปลือก-ใช้ต้มน้ำผสมกับเกลือ ใช้รักษาโรคเหงือกและแผลในปาก


การใช้ประโยชน์ในงานย้อมสี
ยอดอ่อน-ใช้รับประทานเป็นผักสด        
ต้มสกัดน้ำย้อมจากเปลือกสดอัตรา 4-6 กิโลกรัม ต่อการย้อมไหม 1 กิโลกรัม นำเส้นไหมลงย้อมในน้ำย้อม แบบย้อมเย็นและย้อมร้อนตามลำดับ เสร็จแล้วจึงยกเส้นไหมขึ้นผึ่งให้เย็น จากนั้นล้างด้วยน้ำจนสะอาดดี ได้เส้นไหมสีชมพูอมน้ำตาลอ่อน และเป็นสีชมพูอมแดง เมื่อแช่เส้นไหมที่ย้อมแล้วในน้ำปูนใส สีที่ได้มีความคงทนต่อแสงและการซักระดับดีเช่นเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ลีลาวดี : ไม้ประดับดอกสวย มากด้วยสรรพคุณสมุนไพร

ต้นลีลาวดี มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกเช่น  จำปาจำปาลา, จำปาขาว, จำปาขอม (ภาคใต้), ไม้จีน (ยะลา), มอยอ (นราธิวาส), จำไป (เขมร) เป็นต้น
ลีลาวดี หรือ ลั่นทม เป็นไม้ดอกชนิดยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง เม็กซิโก แคริบเบียน และอเมริกาใต้ ในบ้านเรามีความเชื่อมาแต่โบราณว่าไม่ควรปลูกต้นลั่นทมไว้ในบริเวณบ้าน เนื่องจากมีชื่ออัปมงคล เพราะไปพ้องกับคำว่า ระทมซึ่งแปลว่า ความทุกข์ใจ เศร้าโศกนั่นเอง แต่ได้มีการเปลี่ยนมาเรียกชื่อใหม่แทนซึ่งก็คือ ลีลาวดี”  โดยเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีความหมายว่า ดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามและอ่อนช้อยและในปัจจุบันนี้ต้นลีลาวดีได้รับความนิยมและปลูกกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม โดยเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายเพราะออกดอกตลอดปี เลี้ยงดูง่าย และสีของดอกลีลาวดีนั้นยังมีสีสันสดใส สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ขาว เหลืองอ่อน ชมพู แดง ฯลฯ ซึ่งบางดอกอาจจะมีมากกว่า 1 สีก็ได้ และดอกลั่นทมยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาวอีกด้วยครับ ประวัติดอกลีลาวดี เดิมทีแล้วต้นลั่นทมเป็นไม้ที่นำเข้ามาจากเขมร ซึ่งมีชื่อเดิมว่า ต้นขอมแล้วได้มีการนำต้นไม้ชนิดนี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า ลั่นธมโดยคำว่าลั่นนั้นแปลว่า ตีฆ้อง ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง ส่วนคำว่าธมนั้นมาจากคำว่า นครธมจึงเป็นที่มาของชื่อลั่นธม และเพี้ยนกลายมาเป็น ลั่นทมในปัจจุบัน โดยมีผู้รู้ด้านภาษาไทยได้กล่าวถึงความหมายของลั่นทมไว้ โดยมีความหมายว่า การละแล้วซึ่งความทุกข์ความโศกเศร้าและมีความสุขเพราะคำว่า ลั่น นั้นมีหมายว่า แตกหัก ละทิ้ง ส่วนคำว่า ทม ก็หมายถึงความทุกข์โศก แต่เนื่องจากทุกส่วนของต้นลีลาวดีจะมียางสีขาวขุ่นซึ่งเป็นพิษ   ถ้าหากสัมผัสยางจะทำให้เกิดผื่นคันตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบบวมแดง
ลักษณะของต้นลีลาวดี  
ลีลาวดีเป็นไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม ไม่หลากหลายสีให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกก็มีมากกว่า 1 สี นอกจากนี้ความพิเศษของลีลาวดีที่หลาย ๆ คนตกหลุมรัก น่าจะเป็นกลิ่นหอมนุ่ม ๆ ของมัน ที่ไม่หอมเตะจมูกจนเกินไป แต่หอมหวานกำลังดี อีกทั้งบางคนยังชื่นชอบลักษณะลำต้น ที่กิ่งก้านกระจายไม่แน่นหนา ทำให้แสงและเงาจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านมาได้รำไร ๆ สำหรับต้นลีลาวดี มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกา มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9 – 1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก และบางต้นอาจสูงถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้ง ก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่ง ถ้าหากเป็นกิ่งที่ยังไม่แก่ จะมีสีเขียวอ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ ส่วนกิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนาต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น
ประโยชน์และสรรพคุณของดอกลีลาวดี
ดอกและเปลือกต้นลีลาวดีใช้ผสมกับพลู ทำเป็นยาแก้ไข้และไข้มาลาเรีย  
รากช่วยรักษาไข้หวัด ช่วยขับเหงื่อ แก้ร้อนใน
เนื้อไม้ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไอ
ยางและแก่นช่วยถ่ายเสมหะและโลหิต
ใบแห้ง ช่วยรักษาโรคหืดหอบ ด้วยการใช้ใบลีลาวดีแห้งนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม
ยางจากต้นลีลาวดีใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรทำเป็นยาแก้อาการปวดฟัน
ต้นมีการนำมาใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า
เนื้อไม้, ยางจากต้น, เปลือกราก, เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาถ่าย
เปลือกรากช่วยขับลมในกระเพาะ
ใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาแก้ท้องเดิน
ใช้เปลือกต้นผสมกับน้ำมันมะพร้าว มันเนย และข้าว ทำเป็นยาขับปัสสาวะ  
ฝักนำมาฝนเพื่อนำมาใช้ทาแก้ริดสีดวงทวารได้  
เปลือกต้นช่วยขับระดู
เนื้อไม้ช่วยในการขับพยาธิ
เปลือกรากใช้เปลือกรากปรุงเป็นยารักษาโรคหนองใน
เปลือกต้นช่วยรักษาโรคโกโนเรียหรือโรคหนองในแท้
ยางและแก่นช่วยรักษากามโรค
ยางจากต้น,เปลือกรากช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ
ใบสดใช้ชงกับน้ำร้อนรักษาหิด
ใบสดลีลาวดีลนไฟประคบร้อนช่วยแก้อาการปวดบวมได้
ยางและแก่นใช้ปรุงเป็นยาถ่ายพิษทั้งปวง
ยางจากต้นลีลาวดีใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรทำเป็นยาแก้คัน
ดอกใช้ทำธูป
กลิ่นของดอกลีลาวดีช่วยทำให้นอนหลับสบาย
มีความเชื่อว่ากลิ่นของดอกลีลาวดีจะช่วยลดความรู้สึกทางเพศ เหมาะสำหรับนักบวชและผู้ฝึกตน ที่ไม่ต้องการให้กามารมณ์มากวนใจ
ต้นลีลาวดีนิยมใช้ในการจัดสวนเพื่อตกแต่งภูมิทัศน์เป็นอย่างมาก โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกกันก็คือ พันธุ์ขาวพวงหรือพันธุ์ดั้งเดิมนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

ตูมกาขาว : สรรพคุณเป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร แก้เบาหวาน แก้ริดสีดวงทวาร และช...

หมายเหตุ : ต้นตูมกาชนิดนี้เป็นคนละชนิดกันกับ ต้นตูมกาแดงหรือที่ภาคกลางเรียกว่า ต้นแสลงใจ
ลักษณะของตูมกาขาว  ต้นตูมกาขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ผลัดใบ มีความสูงของต้นได้ถึง 15 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมสีเหลือง ไม่มีช่องอากาศ เกลี้ยง และไม่มีมือจีบ ตามง่ามใบบางครั้งมีหนาม มักพบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง และป่าหญ้าที่ค่อนข้างแห้ง ส่วนในต่างประเทศพบได้ในประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย  ใบตูมกาขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี รูปค่อนข่างกว้างหรือกลม ปลายใบมนหรือเรียวแหลม ปลายสุกมักมีติ่งแหลม โคนใบแหลม หรือกลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-14 เซนติเมตร ผิวใบมันเรียบเป็นสีเขียวเข้ม มีเส้นใบตามยาวคมชัดประมาณ 3-5 เส้น เส้นกลางใบด้านบนแบนหรือเป็นร่องตื้น ๆ ส่วนด้านล่างนูนเกลี้ยงหรือมีขนประปรายตามเส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 5-17 มิลลิเมตร  ดอกตูมกาขาว ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบแบบกระจุกแยกแขนง โดยจะออกบริเวณยอดหรือตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร ช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีเหลืองแกมสีเขียวถึงขาว ก้านดอกยาวไมเกิน 2.5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่แคบถึงรูปใบหอก ยาวประมาณ 1.5-2.2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนถึงเกลี้ยง ส่วนด้านในเกลี้ยง ส่วนกลีบดอกเป็นสีเขียวถึงขาว ยาวประมาณ 9.4-13.6 มิลลิเมตร โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก หลอดจะยาวกว่าแฉก 3 เท่า ด้านนอกเกลี้ยง หรือมีตุ่มเล็ก ๆ ด้านใน บริเวณด้านล่างของหลอดมีขนแบบขนแกะ แฉกมีตุ่มหนาแน่น หนาที่ปลายแฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ไม่มีก้าน ติดกันอยู่ภายในหลอดดอก ส่วนอับเรณูเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ปลายมนหรือมีติ่งแหลม ส่วนเกสรเพศเมียยาวประมาณ 8-13 มิลลิเมตร เกลี้ยง ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม
ผลตูมกาขาว ผลเป็นผลสด ลักษณะเป็นรูปทรงกลม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 เซนติเมตร เปลือกผลหนาและสาก ผลเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มถึงแดง ไม่แตก ภายในมีเมล็ดประมาณ 4-15 เมล็ด  เมล็ดตูมกาขาว เมล็ดมีลักษณะกลมแบนคล้ายกระดุม ยาวประมาณ 1.5-2.2 เซนติเมตร และหนาประมาณ 5-15 มิลลิเมตร ผิวเมล็ดมีขนสีอมเหลือง ตำรายาไทยจะเรียกเมล็ดแก่แห้งว่า โกฐกะกลิ้ง"
สรรพคุณของตูมกาขาว
ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดแก่แห้ง (โกฐกะกลิ้ง) เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้กระษัย ช่วยขับน้ำย่อย แก้อิดโรย   ส่วนเนื้อไม้และเปลือกต้นก็มีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหารเช่นเดียวกับเมล็ด  
ตำรายาสมุนไพรพื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้แก่นของต้นตูมกาขาวเข้ายากับเครือกอฮอ ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เบาหวาน
เมล็ดมีรสเมาเบื่อขมจัดมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ
เมล็ดช่วยกระตุ้นประสาทส่วนกลาง บำรุงประสาท หูตาจมูก ส่วนเนื้อไม้มีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทเช่นเดียวกับเมล็ด
เมล็ดช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงหัวใจให้เต้นแรง  ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจเช่นกัน
เมล็ดช่วยแก้โลหิตพิการ
ลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษภายใน
เมล็ดเป็นยาแก้ไข้ ช่วยทำให้ตัวเย็น  ส่วนเนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้พิษร้อน แก้ไข้เซื่องซึม
เมล็ดใช้เป็นยาแก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ ช่วยแก้อาการคลื่นไส้  ช่วยขับพยาธิ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยบำรุงเพศของบุรุษ ใช้แก้หนองใน ช่วยแก้ไตพิการ
รากมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ  ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารลำไส้ให้แข็งแรง ช่วยแก้ลมกระเพื่อมในท้อง แก้ลมพานไส้ ช่วยขับลมในลำไส้
 ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากตูมกาขาวผสมกับต้นกำแพงเจ็ดชั้น รากปอด่อน และรากชะมวง นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย
ใบใช้ตำพอกแก้แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง
ใบใช้ตำพอกหรือคั้นเอาแต่น้ำทาแก้โรคผิวหนัง แก้ขี้กลาก
เมล็ดใช้เป็นยาแก้พิษงู พิษตะขาบ พิษแมงป่อง
เปลือกต้นมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้พิษสัตว์กัดต่อย พิษงูกัด ฝนกับเหล้าปิดแผลและรับประทานแก้พิษงู (ใช้ได้กับทั้งคนและสัตว์)
ต้นหรือรากใช้ฝนกับน้ำทาแก้อักเสบจากงูกัด
ใบมีรสเมาเบื่อ ใช้ตำพอกเป็นยาแก้ฟกบวม
ต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนทาแก้อาการปวดตามข้อ
แก่นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย   ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณแก้อาการปวดเมื่อยเช่นกัน
ช่วยแก้อัมพาต แก้เส้นตาย แก้เหน็บชา แก้เนื้อชา
ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรตูมกาขาว
ทุกส่วนของต้นมีพิษ เป็นยาที่อันตรายมาก ก่อนนำมาใช้เป็นยาจะต้องทำการฆ่าพิษตามกรรมวิธีในหลักเภสัชกรรมไทยเสียก่อน
เมล็ดมีพิษเมาเบื่อ อาจทำให้ตายได้ การนำมาใช้เป็นยาต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากรับประทานเข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ขาสั่น กลืนลำบาก ชักอย่างแรง ทำให้หัวใจเต้นแรง ขากรรไกรแข็งและตายได้ ส่วนในกรณีที่ไม่ตาย พบว่ามีไข้ ตัวชา หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมากติดต่อกันหลายวัน และกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งในขนาด 60-90 มิลลิกรัม ก็ทำให้ตายได้
ห้ามประชาชนทั่วไปนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้เอง การนำมาใช้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
ประโยชน์ของตูมกาขาว
ผลสุกใช้รับประทานได้ (กินได้แต่เนื้อ ส่วนเมล็ดห้ามกินเพราะมีพิษมาก)
ชาวบ้านจะใช้ไม้จากต้นตูมกาขาวเป็นฟืนและถ่าน เพราะเป็นไม้ที่ให้พลังงานสูงมาก
เนื้อไม้ตูมกาขาวสามารถนำมาใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ผลตูมกาถูกนำมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำยางเพื่อจุดให้แสงสว่าง หรือที่เรียกว่าการจุด ไฟตูมกาโดยนำผลตูมกาขนาดเท่ากำปั้นหรือใหญ่กว่ามาขูดเอาผิวสีเขียวออกและคว้านเอาเนื้อและเมล็ดข้างในออกให้หมด จากนั้นใช้มีดแกะเป็นลายต่าง ๆ ตามความต้องการ หลังจากจุดเทียนที่สอดขึ้นไปจารูที่เจาะไว้ส่วนล่าง แสงสว่างจากเปลวเทียนก็จะลอดออกเป็นลวดลายตามที่แกะเป็นลายไว้
ต้นใช้ผสมกับรำให้ม้ากินเป็นยาขับพยาธิตัวตืด
เปลือกต้นใช้ผสมกับผลปอพรานและเหง้าดองดึง นำมาคลุกให้สุนัขกินเป็นยาเบื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

บัวหลวง : สมุนไพรชูกำลัง บำรุงร่างกาย ลดความดัน บำรุงตับ แก้เห็ดพิษและพ...

สมุนไพรบัวหลวง มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า บัว, บัวอุบล, บัวฉัตรขาว, บัวฉัตรชมพู, บัวฉัตรสีชมพู, บุณฑริก, ปทุม, ปัทมา, สัตตบงกช, สัตตบุษย์, เป็นต้น
นอกจากนี้บัวหลวงยังมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งต่างก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะของดอก ได้แก่
ดอกสีชมพู จะเรียกว่า โกกระณต ปทุม ปัทมา
ดอกสีขาว จะเรียกว่า บุณฑริก ปุณฑริก
ดอกเล็กสีชมพู จะเรียกว่า บัวเข็มชมพู บัวปักกิ่งชมพู บัวหลวงจีนชมพู
ดอกเล็กสีขาว จะเรียกว่า บัวเข็มขาว บัวปักกิ่งขาว บัวหลวงจีนขาว
ดอกสั้นป้อมสีชมพูกลีบซ้อน จะเรียกว่า บัวฉัตรสีชมพู บัวสัตตบงกช
ดอกสั้นป้อมสีขาวกลีบซ้อน จะเรียกว่า บัวฉัตรขาว บัวสัตตบุษย์
ลักษณะของบัวหลวง
ต้นบัวหลวง จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินและเป็นไหลอยู่เหนือดินใต้น้ำ ลักษณะของเหง้าเป็นท่อนยาว มีปล้องสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลือง มีความแข็งเล็กน้อย หากตัดตามขวางจะเห็นเป็นรูปกลม ๆ อยู่หลายรู โดยส่วนของไหลจะเป็นส่วนเจริญไปเป็นต้นใหม่ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว ในระดับน้ำลึก 30-50 เซนติเมตร และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือวิธีการแยกไหล มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
ใบบัวหลวง ใบเป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนจะลอยปริ่มน้ำ ส่วนใบแก่แผ่นใบจะชูขึ้นเหนือน้ำ ลักษณะของใบเป็นรูปเกือบกลมและมีขนาดใหญ่ โดยมีขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนเป็นนวลเคลือบอยู่ ก้านใบจะติดอยู่ตรงกลางของแผ่นใบ ก้านใบมีลักษณะแข็งและเป็นหนาม หากตัดตามขวางจะเห็นรูอยู่ภายใน และก้านใบจะมีน้ำยางสีขาว เมื่อหักก้านจะมีสายใยสีขาว ๆ สำหรับใบอ่อนจะเป็นสีเทานวล ปลายจะม้วนงอขึ้นเข้าหากันทั้งสองด้าน
ดอกบัวหลวง ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว มีสีขาว สีชมพู มีกลิ่นหอม มีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กและสีขาวอมเขียวหรือเป็นสีเทาอมชมพู ร่วงได้ง่าย ส่วนกลีบดอกจะมีจำนวนมากและเรียงซ้อนกันอยู่หลายชั้น ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 20-25 เซนติเมตร ในดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร และล้อมรอบอยู่บริเวณฐานรองดอกซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยหงาย หรือที่เรียกว่า ฝักบัวที่ปลายอับเรณูจะมีระยางคล้ายกระบองเล็ก ๆ สีขาว ส่วนเกสรตัวเมียจะมีรังไข่ฝังอยู่ในฐานรองดอก เมื่ออ่อนเป็นสีเหลือง หากแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ช่องรังไข่จะเรียงเป็นวงบนผิวหน้าตัด มีจำนวน 5-15 อัน ส่วนก้านดอกมีสีเขียว ลักษณะยาวและมีหนามเหมือนก้านใบ โดยก้านดอกจะชูขึ้นเหนือน้ำและชูขึ้นสูงกว่าก้านใบเล็กน้อย ดอกบัวหลวงจะเริ่มบานในตอนเช้า โดยจะออกดอกและผลในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม
ฝักบัวหลวง ในฝักมีผลอ่อนสีเขียวนวลจำนวนมาก ผลจะฝังอยู่ในส่วนที่เป็นฝักรูปกรวยในดอก ในรูปกรวยของดอกนั้นเมื่ออ่อนจะเป็นสีเหลือง เมื่อแก่แล้วจะขยายใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียว โดยจะมีผลสีเขียวอ่อนฝังอยู่ในฝักรูปกรวยเป็นจำนวนมาก
ผลบัวหลวง หรือ เมล็ดบัวหลวง ออกผลเป็นกลุ่มหรือที่เรียกว่าฝัก ลักษณะผลเป็นรูปกลมรี ผลอ่อนมีสีเขียวนวลและมีจำนวนมาก เมล็ดมีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ในเมล็ดมีดีบัวหรือต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียว  
ดีบัวหลวง คือ ส่วนของต้นอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัวหลวง ดีบัวมีลักษณะคล้ายสาก มีความยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร มีใบอ่อน 2 ใบ ใบหนึ่งสั้น ส่วนอีกใบยาว ใบมีสีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเหลือง ปลายใบมีลักษณะม้วนเป็นรูปคล้ายลูกศร มีต้นอ่อนตรง ขนาดเล็กมากอยู่ระหว่างใบอ่อนทั้งสอง มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนต้นมีสีเหลืองอ่อนหรือเป็นสีเหลืองอมเขียว ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 2-4 มิลลิเมตร เนื้อหนาเปราะ ร้อนหน้าตัดจะมีรูเล็ก ๆ จำนวนมาก ดีบัวมีรสขมจัด แต่ไม่มีกลิ่น
สรรพคุณของบัวหลวง
รากและเม็ดบัวมีรสหวานเย็นและมันเล็กน้อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เป็นยาชูกำลัง
เม็ดบัวและใบอ่อน, กลีบดอก ช่วยบำรุงร่างกาย แก้กษัย
เม็ดบัวมีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยเพิ่มพลังงานและไขมันในร่างกาย จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งหายป่วยใหม่ ๆ ที่ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่ หรือใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง มีอาการอ่อนเพลีย หรืออาเจียน   เม็ดบัวทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย
รากต้มเป็นน้ำกระสายดื่มแก้อาการอ่อนเพลียก็ได้  
ดอกบัวสดสีขาวและเกสรใช้ต้มกับน้ำดื่มติดต่อกัน จะมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ทำให้สดชื่นขึ้น และช่วยลดอาการใจ
เม็ดบัวและใบแก่ช่วยบำรุงโลหิต  
ช่วยลดความดันโลหิตสูงและลดไขมันในเส้นเลือด ด้วยการใช้ใบสดหรือแห้งนำมาหั่นเป็นฝอยต้มกับน้ำพอท่วมจนเดือดประมาณ 10-15 นาที ใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยให้ดื่มติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน และตรวจวัดความดันเป็นระยะพร้อมทั้งสังเกตอาการ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มึนงง ปวดท้ายทอย หากดื่มแล้วความดันโลหิตลดลงก็ต้องหมั่นตรวจวัดความดันอย่างน้อยเดือนละ 2-3 ครั้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการดังกล่าวไปด้วย ถ้าหากพบว่ามีอาการผิดปกควรรีบไปพบแพทย์   
ดีบัวประมาณ 1.5-6 กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่ม ก็มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตได้ อีกทั้งยังช่วยขยายเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจในกรณีที่เส้นเลือดตีบ  
เม็ดบัวและเกสรช่วยบำรุงประสาทและสมอง  
ดีบัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด อาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ด้วยการใช้ดีบัวประมาณ 1.5-6 กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่ม
รากบัวหลวงช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ทำให้หลับสบาย โดยมีฤทธิ์ไม่แรงมากนัก  
เม็ดบัวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับ  
เม็ดบัวช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ และผิวพรรณ
เกสรบัวหลวงนำมาใช้ปรุงเป็นยาหอม เป็นยาชูกำลัง บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่นใจ แก้อาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นยาสงบประสาท และช่วยขับเสมหะ
ดอก, เกสรตัวผู้, เม็ดบัวใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ  
เหง้าหรือรากบัวใช้ต้มกับน้ำดื่ม เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติในเด็ก  
ใบ ช่วยระงับอาการหวัดคัดจมูก ลดเสมหะ ด้วยการใช้ใบบัวมาหั่นเป็นฝอยแล้วผึ่งแดดให้แห้ง ใช้ทำเป็นมวนสูบเพื่อช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
ใบแก่ใช้สูดกลิ่น ช่วยแก้ริดสีดวงจมูก  
รากช่วยแก้อาการไอ
เกสร, เม็ดบัว, ราก ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
ดีบัวช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด
เกสรตัวผู้, ฝัก, เปลือกฝักช่วยแก้อาการท้องเสีย  
เม็ดบัวช่วยรักษาอาการท้องร่วงและบิดเรื้อรัง  ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
เกสรตัวผู้ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
เกสรตัวผู้, เม็ดบัวช่วยแก้อาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ
เกสรตัวผู้ช่วยบำรุงตับ  
รากหรือเหง้าช่วยห้ามเลือด ทำให้เลือดหยุด
บัวทั้งต้นใช้แก้พิษจากการรับประทานเห็ดพิษและอาการเป็นพิษจากพิษสุราเรื้อรัง ด้วยการใช้ทั้งต้นประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มรับประทาน  
เม็ดบัวช่วยบำรุงไขข้อ เส้นเอ็น แก้โรคข้อต่าง ๆ
เม็ดบัว, ดีบัว, ดอกบัวช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี  
ประโยชน์ของบัวหลวง
รากบัวหลวง (เหง้าบัว) สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้ทั้งคาวหวาน เช่น เหง้าบัวผัดน้ำมัน เหง้าบัวอ่อนต้มหรือตุ๋นกระดูกหมูกับเครื่องยาจีน นำมาเชื่อมแห้งรับประทานเป็นของหวาน ทำเป็นน้ำรากบัว หรือนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพรรากบัว
ไหลบัว (หลดบัว) สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสดและแห้ง เช่น การนำมาทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มกะทิ ผัดเผ็ดต่าง ๆ ฯลฯ
สายบัวนำมาปรุงเป็นอาหารหรือใช้แทนผักได้หลายชนิด เช่น แกงส้มสายบัวกับปลาทู แกงส้มสายบัว ต้มกะทิปลาทู ฯลฯ
ดอกนำมาบูชาพระหรือนำมาใช้ในทางศาสนา เนื่องจากดอกบัวหลวงเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทางพระพุทธศาสนา มีความเกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
กลีบดอกนิยมนำไปทำเมี่ยงดอกบัว ยำดอกไม้ หรือทำเมนูกลีบัวชุบแป้งทอด
กลีบดอกแห้งในอดีตใช้มวนเป็นบุหรี่
สารสกัดจากเกสรนำมาใช้ทำเป็นเครื่องสำอางที่เป็นตัวช่วยชะลอการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ผิวหนังเต่งตึงและอ่อนนุ่ม เช่น ครีมกันแดด ครีมบำรุงผิวทั้งกลางวันกลางคืน
เกสรตัวผู้เมื่อนำมาตากแห้ง สามารถใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องยาไทยและจีนได้หลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม ยานัตถุ์ ฯลฯ
ใบบัวหลวงนำมาใช้สำหรับห่อข้าว ห่ออาหาร ห่อขนม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือจะนำมาห่อผักสดเก็บในตู้เย็น หรือใช้ในงานประดิษฐ์ต่าง ๆ ส่วนใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกได้
ใบบัวแก่เมื่อนำมาตากแห้ง ใช้เป็นส่วนผสมของยากันยุง
ก้านใบและก้านดอกบัวสามารถนำมาใช้ทำเป็นกระดาษ และเส้นใยใช้ทำไส้ตะเกียง
เม็ดบัวทั้งอ่อนและแก่สามารถนำมารับประทานหรือใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย ที่รู้จักกันดีก็คือ น้ำอาร์ซี ข้าวอบใบบัว เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดงผสมในเต้าฮวยหรือเต้าทึง สังขยาเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม สาคูเม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เป็นต้น และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นแป้งได้เป็นอย่างดี
เปลือกเมล็ดและฝักแก่ใช้ทำเป็นปุ๋ย
เนื่องจากดอกบัวหลวงมีความสวยและมีกลิ่นหอม จึงนิยมปลูกไว้ประดับในสระน้ำหรือปลูกไว้ในกระถางทรงสูง
คำแนะนำและข้อควรระวัง
การรับประทานเม็ดบัวเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรเลือกรับประทานเฉพาะเมล็ดบัวสดเท่านั้น ซึ่งเราสามารถหาซื้อฝักบัวสดที่ขายเป็นกำ ๆ ได้ตามตลาด (แต่อาจจะหาได้ยากสักหน่อย) วิธีการรับประทานเมล็ดบัว อย่างแรกก็ให้แกะเปลือกที่หุ้มเมล็ดอยู่ออก (เนื้อเม็ดบัวควรจะมีสีขาวอมเหลือง) แล้วให้รับประทานเข้าไปทั้งเม็ด โดยไม่ต้องเอาดีบัวหรือต้นอ่อนภายในเม็ดออก อาจจะมีรสฝาดขมบ้าง แรก ๆ อาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่เมื่อรับประทานไปสักระยะจะเฉย ๆ เพราะดีบัวนั้นมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง  
การเลือกซื้อฝักบัวสด ควรเลือกฝักสดและมีเมล็ดขนาดใหญ่มีสีเขียวอ่อน เพราะจะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อหวานกรอบกำลังดี
 สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก ท้องเฟ้อ อาหารไม่ค่อย ไม่ควรรับประทานเม็ดบัว
ไม่ควรปรุงอาหารที่มีเม็ดบัวอยู่ในภาชนะที่ทำจากเหล็ก เพราะจะทำให้เม็ดบัวกลายเป็นสีดำ