สมุนไพรบัวหลวง มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า บัว, บัวอุบล, บัวฉัตรขาว, บัวฉัตรชมพู, บัวฉัตรสีชมพู, บุณฑริก, ปทุม, ปัทมา, สัตตบงกช, สัตตบุษย์,
เป็นต้น
นอกจากนี้บัวหลวงยังมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์
ซึ่งต่างก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะของดอก ได้แก่
ดอกสีชมพู จะเรียกว่า โกกระณต ปทุม ปัทมา
ดอกสีขาว จะเรียกว่า บุณฑริก ปุณฑริก
ดอกเล็กสีชมพู จะเรียกว่า บัวเข็มชมพู
บัวปักกิ่งชมพู บัวหลวงจีนชมพู
ดอกเล็กสีขาว จะเรียกว่า บัวเข็มขาว
บัวปักกิ่งขาว บัวหลวงจีนขาว
ดอกสั้นป้อมสีชมพูกลีบซ้อน จะเรียกว่า
บัวฉัตรสีชมพู บัวสัตตบงกช
ดอกสั้นป้อมสีขาวกลีบซ้อน จะเรียกว่า
บัวฉัตรขาว บัวสัตตบุษย์
ลักษณะของบัวหลวง
ต้นบัวหลวง จัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี
ลำต้นมีทั้งเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินและเป็นไหลอยู่เหนือดินใต้น้ำ
ลักษณะของเหง้าเป็นท่อนยาว มีปล้องสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลือง มีความแข็งเล็กน้อย
หากตัดตามขวางจะเห็นเป็นรูปกลม ๆ อยู่หลายรู โดยส่วนของไหลจะเป็นส่วนเจริญไปเป็นต้นใหม่
สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว ในระดับน้ำลึก 30-50
เซนติเมตร และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือวิธีการแยกไหล
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
ใบบัวหลวง ใบเป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนจะลอยปริ่มน้ำ
ส่วนใบแก่แผ่นใบจะชูขึ้นเหนือน้ำ ลักษณะของใบเป็นรูปเกือบกลมและมีขนาดใหญ่
โดยมีขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น
ผิวใบด้านบนเป็นนวลเคลือบอยู่ ก้านใบจะติดอยู่ตรงกลางของแผ่นใบ
ก้านใบมีลักษณะแข็งและเป็นหนาม หากตัดตามขวางจะเห็นรูอยู่ภายใน
และก้านใบจะมีน้ำยางสีขาว เมื่อหักก้านจะมีสายใยสีขาว ๆ สำหรับใบอ่อนจะเป็นสีเทานวล
ปลายจะม้วนงอขึ้นเข้าหากันทั้งสองด้าน
ดอกบัวหลวง ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว มีสีขาว สีชมพู
มีกลิ่นหอม มีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ
กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กและสีขาวอมเขียวหรือเป็นสีเทาอมชมพู ร่วงได้ง่าย
ส่วนกลีบดอกจะมีจำนวนมากและเรียงซ้อนกันอยู่หลายชั้น ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กว้างประมาณ
5-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-9
เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 20-25
เซนติเมตร ในดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความยาวประมาณ 4-5
เซนติเมตร และล้อมรอบอยู่บริเวณฐานรองดอกซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยหงาย หรือที่เรียกว่า
“ฝักบัว” ที่ปลายอับเรณูจะมีระยางคล้ายกระบองเล็ก
ๆ สีขาว ส่วนเกสรตัวเมียจะมีรังไข่ฝังอยู่ในฐานรองดอก เมื่ออ่อนเป็นสีเหลือง
หากแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ช่องรังไข่จะเรียงเป็นวงบนผิวหน้าตัด มีจำนวน 5-15
อัน ส่วนก้านดอกมีสีเขียว ลักษณะยาวและมีหนามเหมือนก้านใบ
โดยก้านดอกจะชูขึ้นเหนือน้ำและชูขึ้นสูงกว่าก้านใบเล็กน้อย
ดอกบัวหลวงจะเริ่มบานในตอนเช้า โดยจะออกดอกและผลในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม
ฝักบัวหลวง ในฝักมีผลอ่อนสีเขียวนวลจำนวนมาก
ผลจะฝังอยู่ในส่วนที่เป็นฝักรูปกรวยในดอก ในรูปกรวยของดอกนั้นเมื่ออ่อนจะเป็นสีเหลือง
เมื่อแก่แล้วจะขยายใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียว โดยจะมีผลสีเขียวอ่อนฝังอยู่ในฝักรูปกรวยเป็นจำนวนมาก
ผลบัวหลวง หรือ เมล็ดบัวหลวง
ออกผลเป็นกลุ่มหรือที่เรียกว่าฝัก ลักษณะผลเป็นรูปกลมรี
ผลอ่อนมีสีเขียวนวลและมีจำนวนมาก เมล็ดมีความกว้างประมาณ 1
เซนติเมตร ในเมล็ดมีดีบัวหรือต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียว
ดีบัวหลวง คือ
ส่วนของต้นอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัวหลวง ดีบัวมีลักษณะคล้ายสาก มีความยาวประมาณ 1-1.5
เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2
มิลลิเมตร มีใบอ่อน 2 ใบ ใบหนึ่งสั้น ส่วนอีกใบยาว
ใบมีสีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเหลือง ปลายใบมีลักษณะม้วนเป็นรูปคล้ายลูกศร
มีต้นอ่อนตรง ขนาดเล็กมากอยู่ระหว่างใบอ่อนทั้งสอง มีความยาวประมาณ 2
มิลลิเมตร โคนต้นมีสีเหลืองอ่อนหรือเป็นสีเหลืองอมเขียว
ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 2-4
มิลลิเมตร เนื้อหนาเปราะ ร้อนหน้าตัดจะมีรูเล็ก ๆ จำนวนมาก ดีบัวมีรสขมจัด
แต่ไม่มีกลิ่น
สรรพคุณของบัวหลวง
รากและเม็ดบัวมีรสหวานเย็นและมันเล็กน้อย
ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เป็นยาชูกำลัง
เม็ดบัวและใบอ่อน, กลีบดอก
ช่วยบำรุงร่างกาย แก้กษัย
เม็ดบัวมีคุณค่าทางอาหารสูง
ช่วยเพิ่มพลังงานและไขมันในร่างกาย จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งหายป่วยใหม่ ๆ
ที่ยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่
หรือใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง มีอาการอ่อนเพลีย
หรืออาเจียน เม็ดบัวทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย
รากต้มเป็นน้ำกระสายดื่มแก้อาการอ่อนเพลียก็ได้
ดอกบัวสดสีขาวและเกสรใช้ต้มกับน้ำดื่มติดต่อกัน
จะมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ทำให้สดชื่นขึ้น และช่วยลดอาการใจ
เม็ดบัวและใบแก่ช่วยบำรุงโลหิต
ช่วยลดความดันโลหิตสูงและลดไขมันในเส้นเลือด
ด้วยการใช้ใบสดหรือแห้งนำมาหั่นเป็นฝอยต้มกับน้ำพอท่วมจนเดือดประมาณ 10-15
นาที ใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3
ครั้ง โดยให้ดื่มติดต่อกันอย่างน้อย 20
วัน และตรวจวัดความดันเป็นระยะพร้อมทั้งสังเกตอาการ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ
เวียนศีรษะ มึนงง ปวดท้ายทอย
หากดื่มแล้วความดันโลหิตลดลงก็ต้องหมั่นตรวจวัดความดันอย่างน้อยเดือนละ 2-3
ครั้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการดังกล่าวไปด้วย ถ้าหากพบว่ามีอาการผิดปกควรรีบไปพบแพทย์
ดีบัวประมาณ 1.5-6
กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่ม ก็มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตได้
อีกทั้งยังช่วยขยายเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจในกรณีที่เส้นเลือดตีบ
เม็ดบัวและเกสรช่วยบำรุงประสาทและสมอง
ดีบัว
ช่วยผ่อนคลายความเครียด
อาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ด้วยการใช้ดีบัวประมาณ 1.5-6
กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่ม
รากบัวหลวงช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับ
ทำให้หลับสบาย โดยมีฤทธิ์ไม่แรงมากนัก
เม็ดบัวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง
ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับ
เม็ดบัวช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ
และผิวพรรณ
เกสรบัวหลวงนำมาใช้ปรุงเป็นยาหอม เป็นยาชูกำลัง
บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่นใจ แก้อาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
เป็นยาสงบประสาท และช่วยขับเสมหะ
ดอก, เกสรตัวผู้, เม็ดบัวใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ
เหง้าหรือรากบัวใช้ต้มกับน้ำดื่ม
เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติในเด็ก
ใบ ช่วยระงับอาการหวัดคัดจมูก
ลดเสมหะ ด้วยการใช้ใบบัวมาหั่นเป็นฝอยแล้วผึ่งแดดให้แห้ง
ใช้ทำเป็นมวนสูบเพื่อช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
ใบแก่ใช้สูดกลิ่น ช่วยแก้ริดสีดวงจมูก
รากช่วยแก้อาการไอ
เกสร, เม็ดบัว, ราก
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
ดีบัวช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด
เกสรตัวผู้, ฝัก, เปลือกฝักช่วยแก้อาการท้องเสีย
เม็ดบัวช่วยรักษาอาการท้องร่วงและบิดเรื้อรัง ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
เกสรตัวผู้ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
เกสรตัวผู้, เม็ดบัวช่วยแก้อาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ
เกสรตัวผู้ช่วยบำรุงตับ
รากหรือเหง้าช่วยห้ามเลือด ทำให้เลือดหยุด
บัวทั้งต้นใช้แก้พิษจากการรับประทานเห็ดพิษและอาการเป็นพิษจากพิษสุราเรื้อรัง
ด้วยการใช้ทั้งต้นประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มรับประทาน
เม็ดบัวช่วยบำรุงไขข้อ เส้นเอ็น แก้โรคข้อต่าง
ๆ
เม็ดบัว, ดีบัว, ดอกบัวช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี
ประโยชน์ของบัวหลวง
รากบัวหลวง (เหง้าบัว)
สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้ทั้งคาวหวาน เช่น เหง้าบัวผัดน้ำมัน
เหง้าบัวอ่อนต้มหรือตุ๋นกระดูกหมูกับเครื่องยาจีน
นำมาเชื่อมแห้งรับประทานเป็นของหวาน ทำเป็นน้ำรากบัว
หรือนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพรรากบัว
ไหลบัว (หลดบัว)
สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสดและแห้ง เช่น การนำมาทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มกะทิ
ผัดเผ็ดต่าง ๆ ฯลฯ
สายบัวนำมาปรุงเป็นอาหารหรือใช้แทนผักได้หลายชนิด
เช่น แกงส้มสายบัวกับปลาทู แกงส้มสายบัว ต้มกะทิปลาทู ฯลฯ
ดอกนำมาบูชาพระหรือนำมาใช้ในทางศาสนา เนื่องจากดอกบัวหลวงเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทางพระพุทธศาสนา
มีความเกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม
และพระสงฆ์
กลีบดอกนิยมนำไปทำเมี่ยงดอกบัว ยำดอกไม้
หรือทำเมนูกลีบัวชุบแป้งทอด
กลีบดอกแห้งในอดีตใช้มวนเป็นบุหรี่
สารสกัดจากเกสรนำมาใช้ทำเป็นเครื่องสำอางที่เป็นตัวช่วยชะลอการสร้างเม็ดสีผิว
ทำให้ผิวหนังเต่งตึงและอ่อนนุ่ม เช่น ครีมกันแดด ครีมบำรุงผิวทั้งกลางวันกลางคืน
เกสรตัวผู้เมื่อนำมาตากแห้ง
สามารถใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องยาไทยและจีนได้หลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม ยานัตถุ์
ฯลฯ
ใบบัวหลวงนำมาใช้สำหรับห่อข้าว ห่ออาหาร ห่อขนม
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือจะนำมาห่อผักสดเก็บในตู้เย็น
หรือใช้ในงานประดิษฐ์ต่าง ๆ ส่วนใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกได้
ใบบัวแก่เมื่อนำมาตากแห้ง
ใช้เป็นส่วนผสมของยากันยุง
ก้านใบและก้านดอกบัวสามารถนำมาใช้ทำเป็นกระดาษ
และเส้นใยใช้ทำไส้ตะเกียง
เม็ดบัวทั้งอ่อนและแก่สามารถนำมารับประทานหรือใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย
ที่รู้จักกันดีก็คือ น้ำอาร์ซี ข้าวอบใบบัว
เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดงผสมในเต้าฮวยหรือเต้าทึง สังขยาเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม
สาคูเม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เป็นต้น
และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นแป้งได้เป็นอย่างดี
เปลือกเมล็ดและฝักแก่ใช้ทำเป็นปุ๋ย
เนื่องจากดอกบัวหลวงมีความสวยและมีกลิ่นหอม
จึงนิยมปลูกไว้ประดับในสระน้ำหรือปลูกไว้ในกระถางทรงสูง
คำแนะนำและข้อควรระวัง
การรับประทานเม็ดบัวเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น
ควรเลือกรับประทานเฉพาะเมล็ดบัวสดเท่านั้น
ซึ่งเราสามารถหาซื้อฝักบัวสดที่ขายเป็นกำ ๆ ได้ตามตลาด (แต่อาจจะหาได้ยากสักหน่อย)
วิธีการรับประทานเมล็ดบัว อย่างแรกก็ให้แกะเปลือกที่หุ้มเมล็ดอยู่ออก
(เนื้อเม็ดบัวควรจะมีสีขาวอมเหลือง) แล้วให้รับประทานเข้าไปทั้งเม็ด
โดยไม่ต้องเอาดีบัวหรือต้นอ่อนภายในเม็ดออก อาจจะมีรสฝาดขมบ้าง แรก ๆ
อาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่เมื่อรับประทานไปสักระยะจะเฉย ๆ
เพราะดีบัวนั้นมีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง
การเลือกซื้อฝักบัวสด
ควรเลือกฝักสดและมีเมล็ดขนาดใหญ่มีสีเขียวอ่อน เพราะจะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อหวานกรอบกำลังดี
สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก
ท้องเฟ้อ อาหารไม่ค่อย ไม่ควรรับประทานเม็ดบัว
ไม่ควรปรุงอาหารที่มีเม็ดบัวอยู่ในภาชนะที่ทำจากเหล็ก
เพราะจะทำให้เม็ดบัวกลายเป็นสีดำ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น