วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560
พุทธรักษากินหัว : พืชที่เป็นอาหารและไม้ประดับ รวมทั้งเป็นสมุนไพรรักษาอาก...
ชื่ออื่น : สาคูมอญ (ภาคกลาง), พุทธรักษากินหัว
(กรุงเทพฯ), พุทธสร (ภาคเหนือ), สาคูหัวข่า
(ภาคตะวันออกเฉียงใต้), บัวละวง (ลพบุรี) เป็นต้น
พุทธรักษากินได้
เป็นพุทธรักษาชนิดหนึ่งที่นิยมนำหัวหรือเหง้าใต้ดินมาทำเป็นแป้งสำหรับทำขนมหรือของหวาน
ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกว่า สาคูหรือสาคูจีน
แต่จะเป็นคนละชนิดกับต้นสาคูที่พบในภาคใต้
พุทธรักษากินได้ เป็นพุทธรักษาที่มีเหง้าขยายใหญ่จนเรียกว่าเป็นหัวที่สมบูรณ์ได้
หัวพุทธรักษาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแง่ง คล้ายแง่งข่า
มีทั้งเยื่อหุ้มสีน้ำตาลซึ่งเรียกว่า พันธุ์ไทยเขียว ให้ดอกสีสีส้ม
และเยื่อหุ้มมีสีน้ำตาล และแกมด้วยสีม่วง เรียกว่า พันธุ์ไทยม่วง ให้ดอกสีแดง ส่วนเนื้อภายในมีสีขาวที่เกิดจากการสะสมของแป้ง
และแตกต่างจากพุทธรักษากินไม่ได้ คือ ลำต้นมีความสูงมากกว่าพุทธรักษาทั่วไป
ใบมีขนาดใหญ่กว่า และจุดเด่นสำคัญ คือ โคนกาบหุ้มลำต้น และขอบใบจะมีสีม่วงแดง
ลักษณะของพุทธรักษากินหัว
ต้นจัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุได้หลายปี
ลำต้นบนดินมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 1.5-2.5 เมตร
ส่วนลำต้นที่อยู่ใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้าทอดแผ่ แตกแขนง ปล้องสั้นเป็นรูปทรงกระบอก
ใบพุทธรักษากินหัว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-25
เซนติเมตร และยาวประมาณ 35-60 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ขอบใบเป็นสีม่วงเข้ม
กาบใบมีแถบสีม่วงเข้ม
ดอกพุทธรักษากินหัว ออกดอกเป็นช่อ
โดยจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีหลายดอก กลีบดอกเป็นสีส้มแดง มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันมีลักษณะคล้ายกลีบดอกสีแดงสด
ผลพุทธรักษากินหัว ผลเป็นผลแห้งและแตกได้เป็นพู
3 พู ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล ผิวเมล็ดมัน
สรรพคุณของพุทธรักษากินหัว
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เหง้าสดซึ่งมีรสขมมาก
ขนาดยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร กินเป็นยาแก้อาการปวดมวนในท้อง
ประโยชน์ของพุทธรักษากินหัว
พุทธรักษากินได้หรือบางที่เรียกว่า สาคู
นิยมนำหัวหรือเหง้ามาทำแป้งสำหรับทำขนมหวาน หรือทำเม็ดสาคู หรือต้มรับประทาน
โดยเฉพาะทำเป็นอาหารสำหรับเด็กหรือผู้ป่วยที่รับประทานอาหารแข็งได้ยาก
รวมถึงแปรรูปเป็นผงสำหรับเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์.
พุทธรักษาเป็นไม้ประดับที่มีดอกสวยงาม กลีบดอกขนาดใหญ่
ดอกมีหลายสี อาทิ สีเหลือง สีแดง หรือมีลายสีอื่นปะบนกลีบดอก
จึงเป็นที่นิยมปลูกเพื่อชมดอก
ผลพุทธรักษา
เป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าหากปลูกหน้าบ้านหรือภายในบ้าน
ไม้นี้จะช่วยปกปักษ์คุ้มครองอันตรายให้แก่คนในบ้าน
และนำความเป็นสิริมงคลในด้านต่างๆมาให้ นอกจากนั้น
ยังนิยมใช้ผงจากเหง้าในการทำเครื่องรางของขลังด้วยเช่นกัน
ดอกพุทธรักษานำมาสกัดสารสีสำหรับใช้เป็นสีผสมอาหาร
อาทิ สีเหลือง และสีแดง
ดอกพุทธรักษา นำมาต้มย้อมผ้า
ทั้งให้เนื้อผ้าสีเหลือง เนื้อผ้าสีแดงหรือสีอื่นๆตามสีของดอก
ต้นพุทธรักษาเป็นพืชชายน้ำที่นิยมนำมาปลูกเพื่อบำบัดน้ำเสีย
โดยเฉพาะระบบบำบัดที่เรียกว่า บึงประดิษฐ์ ซึ่งจะปลูกพุทธรักษาบริเวณขอบบ่อบำบัด
ใบพุทธรักษานำมาห่อกับข้าว ลองกับข้าว
หรือทำกระทง
ลำต้นหรือกาบใบใช้ทำเชือดรัดของ
ชาวม้งจะใช้หัวที่อยู่ใต้ดินของต้นพุทธรักษากินหัว
นำมาต้มหรือนึ่งรับประทาน ส่วนชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้หัวนำมาต้มรับประทาน
โดยต้มกับน้ำตาลทำเป็นของหวาน
ชาวเมี่ยนจะใช้หัวใต้ดินนำมานึ่งแล้วใช้ผสมกับแป้งทำขนม
จะช่วยทำให้แป้งไม่ติดใบตอง
วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560
น้อยหน่า
น้อยหน่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ลาหนัง
(ปัตตานี), มะนอแน่ มะแน่ (ภาคเหนือ), หมากเขียบ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น
น้อยหน่า มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและใต้
พบได้ทั่วไปในเขตร้อนรวมถึงบ้านเรา
โดยจะเพาะปลูกมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะของผลน้อยหน่า
เนื้อผลจะมีสีขาว ให้รสหวาน มีเมล็ดสีดำ ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาอาการต่างๆได้แก่
ผล ผลดิบ ผลแห้ง เมล็ด และใบ
สำหรับบ้านเรานิยมนำใบหรือเมล็ดของน้อยหน่ามาใช้ในการกำจัดเหา เห็บหมัด เป็นต้น
ลักษณะทั่วไปของน้อยหน่า
ต้นน้อยหน่านั้นจัดเป็นไม้ยืนต้น
โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 3 – 5 เมตร ออกใบเป็นใบเดี่ยว
โดยเป็นแบบเรียงสลับกันอยู่คล้ายรูปใบหอก
ส่วนดอกก็ออกเป็นดอกเดี่ยวเช่นเดียวกันกับใบ มีสีเหลืองอมเขียว
มักออกตามซอกใบและห้อยลงมา เรียงตัวกันเป็นชั้น 2 ชั้น
แบ่งเป็นชั้นละ 3 กลีบ มีทั้งหมด 6 กลีบ มีลักษณะค่อนข้างหนาและอวบน้ำ และผลออกเป็นกลุ่ม
โดยเป็นผลทรงกลมสีเขียว ภายในเป็นเนื้อสีขาวรสหวานรับประทานอร่อย
และมีเมล็ดภายในจำนวนมาก
สรรพคุณและประโยชน์ของน้อยหน่า
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และดวงตา
น้อยหน่าเป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำ
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน และรักษาสุขภาพ
(แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานถือเป็นข้อยกเว้น)
น้อยหน่ามีวิตามินซีช่วยรักษาโรคหอบหืด
มีเส้นใยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยบำรุงหัวใจให้มีสุขภาพแข็งแรง
ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
มีส่วนช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
ใบน้อยหน่ามีสรรพคุณช่วยรักษาโรคมะเร็งและเนื้องอก
รากช่วยทำให้อาเจียน ใช้เป็นยาระบาย
เปลือกต้นช่วยบรรเทาอาการปวดเหงือกปวดฟัน แก้อาการท้องร่วง
ใช้เป็นยาสมานลำไส้ ช่วยแก้รำมะนาด ช่วยสมานแผล ใช้เป็นยาฝาดสมาน
ผลช่วยในการย่อยอาการ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก
ผลแห้งช่วยรักษาโรคเริม แก้งูสวัด ใช้แก้ฝีในหู
ผล, ราก, เปลือกต้น ใช้แก้พิษงู
ผลน้อยหน่ามีสรรพคุณใช้แก้ฝีในลำคอช่วยรักษาแผลไฟไหม้
อักเสบ น้ำร้อนลวก
เมล็ดน้อยหน่ามีสรรพคุณช่วยรักษากลาก เกลื้อน
ด้วยการใช้เมล็ดหรือใบน้อยหน่าสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น
ประโยชน์ของใบน้อยหน่า ใช้เป็นยารักษาหิด
ด้วยการใช้ใบสดหรือเมล็ดสดมาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำมันพืชลงไปพอแฉะ
แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 รอบ จนกว่าหิดจะหาย
ผล, ใบช่วยฆ่าพยาธิ
สรรพคุณของใบน้อยหน่าช่วยฆ่าพยาธิในเด็ก
ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 15 ใบนำมาต้มกับน้ำ 5 ถ้วยจนเหลือ 3 ถ้วยแล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง
ใบช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม
ใบน้อยหน่ากำจัดเหา ช่วยทำให้ไข่เหาฝ่อ ฆ่าเหา
ด้วยการใช้ใบน้อยหน้าสดประมาณ 4 ใบนำมาตำผสมกับเหล้าขาว
แล้วเอาน้ำที่ได้มาชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าคลุมไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วใช้หวีสางออก (หรือจะใช้แค่น้ำคั้นจากใบอย่างเดียวก็ได้)
หรือจะใช้เมล็ดนำมาบดคั้นกับน้ำมะพร้าว (อัตราส่วน 1:2) แล้วกรองเอาแต่น้ำมาชโลมให้ทั่วศีรษะ
แล้วใช้ผ้าโพกไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
และห้ามชโลมยาทิ้งไว้ข้ามคืน ทำเสร็จแล้วให้สระผมทำความสะอาดทุกครั้ง
ใบ,เมล็ดน้อยหน่ากำจัดเห็บหมัดในสุนัข
สูตรเดียวกับกำจัดเหา
มีวิตามินบี 3ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
มีโพแทสเซียมช่วยลดความดันโลหิต
มีแมกนีเซียมช่วยรักษาโรคไขข้อและโรคข้ออักเสบ
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย
มีวิตามินบีช่วยส่งเสริมการผลิตพลังงานในร่างกาย
มีทองแดงช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน
มีโฟเลตช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่เด็กทารกพิการแต่กำเนิด
ข้อควรระวัง
น้ำคั้นจากใบน้อยหน่า
ต้องระวังอย่าให้ถูกบริเวณตาหรือเปลือกตา บริเวณรูจมูก ริมฝีปาก
เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ถ้าเข้าตาอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบได้
ต้องให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
น้ำสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้
ควรระวังอย่าให้เข้าตา เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง เยื่อบุตาอักเสบได้
สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรบริโภคน้อยหน่าแต่เล็กน้อยและนาน
ๆ ครั้ง เนื่องจากน้อยหน่าเป็นผลไม้ที่มีรสหวานจัด
การรับประทานปริมาณมากอาจทำให้อาการของโรคเบาหวานกำเริบขึ้นได้
วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560
พลับพลึง : สมุนไพรประคบแก้เคล็ดยอก ขับเสมหะ ยาระบาย ขับเลือดประจำเดือน แ...
ชื่ออื่น ๆ : ลิลัว (ภาคเหนือ), พลับพลึง
(ภาคกลาง), พลับพลึงดอกขาว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
พลับพลึง เป็นพรรณไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ
และมีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมมีความกว้างประมาณ 15
ซม. และยาวประมาณ 30 ซม.
ใบพลับพลึง จะออกรอบ ๆ ลำต้น
ลักษณะใบแคบยาวเรียว ใบจะอวบน้ำ ขอบใบจะเป็นคลื่น ตรงปลายใบจะแหลม
ใบจะมีความยาวประมาณ 1 เมตร และกว้างประมาณ 10-15ซม.
ดอกพลับพลึง จะออกเป็นช่อ
ตรงปลายจะเป็นกระจุกมีประมาณ 12-40 ดอก
ตอนดอกยังอ่อนอยู่จะมีกาบเป็นสีเขียวอ่อน ๆ หุ้มอยู่ 2
กาบ ก้านช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 90
ซม. ดอกมีความยาวประมาณ 15 ซม. กลีบดอกจะเป็นสีขาว และมีกลิ่นหอม
เกสรตัวผู้จะมีอยู่ 6 อัน ติดอยู่ที่หลอดดอกตอนโคน
ตรงปลายเกสรมีลักษณะเรียวแหลมยาวเป็นสีแดง โคนเป็นสีขาว ส่วนอับเรณูนั้น
จะเป็นสีน้ำตาล
ผลพลับพลึง ผลจะเป็นสีเขียวอ่อน
และผลค่อนข้างกลม
สรรพคุณพลับพลึง
ใบใช้เป็นยาระบาย
ใบใช้ลนไฟ ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อนได้
(ใช้กันในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี)
ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและน้ำดีได้
ช่วยขับเลือดประจำเดือนให้ออกมาจนหมด
ใบพลับพลึงสามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
กล้ามเนื้ออักเสบ
ใบใช้ทำเป็นยาประคบ สูตรแก้ปวดเมื่อย
เคล็ดขัดยอก แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยบำรุงผิว ด้วยการใช้ใบพลับพลึง/ใบมะขาม/ใบส้มป่อย/ใบเปล้า/ใบหนาด/ขมิ้นชัน/ไพล/การบูร/ผิวมะกรูด/เกลือแกง
นำมาตำผสมกันแล้วทำเป็นยาประคบ
ใบใช้ทำเป็นยาประคบเพื่อคลายเส้น
ด้วยการใช้ใบพลับพลึง 8 บาท/ไพล 4บาท/อบเชย
2 บาท/ใบมะขาม 12
บาท/เทียนดำ 1 บาท/เกลือ 1
บาท นำมาตำห่อผ้าแล้วนึ่งให้ร้อน แล้วนำมาใช้ประคบเส้นที่ตึงให้คลายได้
ช่วยแก้อาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว
อาการเคล็ดขัดยอก ข้อเท้าพลิกแพลงได้
ด้วยการใช้ใบพลับพลึงนำมานึ่งไฟให้ใบอ่อนตัวลง แล้วนำมาพันรอบบริเวณที่เจ็บ
ใช้ทำเป็นยาย่างช่วยรักษาอาการเลือดตกใน
ตกต้นไม้ หรือควายชน ด้วยการใช้ ใบพลับพลึง/ใบชมชื่น/ใบหนาด/ใบเปล้าใหญ่/ใบส้มป่อย
นำมาหั่นและตำแล้วนำไปทำยาย่าง
ช่วยแก้อาการปวดกระดูก
ด้วยการใช้ใบพลับพลึงตำผสมกับข่าและตะไคร้ นำไปหมกไฟแล้วนำมาพอกบริเวณที่ปวดกระดูก
รากพลับพลึงใช้พอกแผลได้
ด้วยการนำรากมาตำแล้วพอกบริเวณบาดแผล
ใบใช้ประคบแก้ถอนพิษได้ดี
รากพลับพลึงสามารถใช้รักษาพิษจากยางน่องได้
ใบพลับพลึงสามารถนำมาใช้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรหรือการอยู่ไฟได้
ด้วยการใช้ใบประคบบริเวณหน้าท้อง จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ทำให้น้ำคาวปลาแห้ง
ช่วยขับของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้ยังช่วยขจัดไขมันส่วนเกินได้อีกด้วย
ใบพลับพลึงมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่ชื่อว่า Lycorine ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคโปลิโอและโรคหัด
ประโยชน์ของพลับพลึง
ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงามและให้กลิ่นหอม
ประโยชน์ในด้านของพิธีกรรมความเชื่อ
ก็มีการใช้ใบพลับพลึงนำมาซอยแล้วใส่ลงในขันน้ำมนต์
นำมาใช้ประพรมตัวเพื่อขับไล่ผีสางหรือสิ่งอัปมงคล
ในด้านของความเป็นศิริมงคล
มีการปลูกต้นพลับพลึงไว้ในบ้านเพื่อแก้เคล็ด ช่วยขับไล่สิ่งที่ไม่เป็นมงคล
ช่วยให้ชนะสิ่งไม่ดีทั้งปวงได้
กาบใบสีเขียวของพลับพลึงมีคุณสมบัติคล้ายใบตอง
สามารถนำมาใช้ทำเป็นงานฝีมือหรืองานประดิษฐ์ดอกไม้ได้ เช่น การทำกระทง งานแกะสลัก
เป็นต้น
ดอกพลับพลึงสามารถนำไปวัดหรือใช้บูชาพระได้
ดอกพลับพลึงมีกลิ่นหอม ช่อใหญ่และยาว
นิยมนำมาใช้จัดแจกัน ทำกระเช้าดอกไม้ หรือมอบให้เป็นช่อเดี่ยว ๆ แทนดอกลิลี่ก็ได้
วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560
บวบหอม : พืชผักที่เป็นอาหารและมากมายสรรพคุณสมุนไพร
สมุนไพรบวบหอม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า บวบ
(คนเมือง), มะบวบอ้ม มะนอยขม มะนอยอ้ม มะบวบ บวบกลม บวบอ้ม
(ภาคเหนือ), บวบกลม บวบขม บวบหอม (ภาคกลาง), เป็นต้น
ลักษณะของบวบหอม
ต้นบวบหอม หรือ ต้นบวบกลม
จัดเป็นพรรณไม้เถาล้มลุกมีอายุได้เพียง 1 ปี
มักเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้ชนิดอื่น ๆ หรือตามร้านที่ปลูกทำไว้
ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาสี่เหลี่ยมหรือเป็นเถากลมและมีร่องเป็นเส้นตามยาว
เถามีความยาวได้ประมาณ 7-10 เมตร และจะมีมือสำหรับยึดเกาะเป็นเส้นยาวประมาณ
3 เส้น ตามลำต้นอ่อนและยอดอ่อนจะมีขนที่อ่อนนุ่ม
เมื่อลำต้นแก่ขนเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ หลุดร่วงไป
ทุกส่วนของลำต้นเมื่อนำมาขยี้ดมดูจะมีกลิ่นเหม็นเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
ใบบวบหอม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบค่อนข้างกลม
ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ แผ่นใบจะมีรอยเว้าเข้าประมาณ 3-7
รอย และริมขอบใบจะเป็นรอยหยักหรือคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-25
เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-25 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวแก่
ส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน ใบอ่อนจะมีขนมาก เมื่อใบแก่แล้วขนเหล่านั้นจะค่อย ๆ
หลุดร่วงไป เห็นเส้นใบนูนได้ชัดเจนประมาณ 3-7
เส้น ส่วนก้านใบนั้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนอ่อนนุ่ม
โดยมีความยาวของก้านใบประมาณ 4-9 เซนติเมตร
ดอกบวบหอม
ในต้นเดียวกันหรือในช่อดอกเดียวกันจะทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย
โดยดอกเพศผู้จะออกดอกเป็นช่อ ยาวประมาณ 10-15
เซนติเมตร มีก้านดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร
กลีบรองกลีบดอกที่โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้น ๆ ส่วนปลายแยกเป็นกลีบเล็ก ๆ 5
กลีบ และมีขน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ
ลักษณะเป็นรูปไข่กลีบหรือเป็นรูปรี กลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอ่อน
ขอบกลีบดอกมีรอยย่นเป็นคลื่น ๆ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 3-5
เซนติเมตร โดยกลีบดอกจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5
เซนติเมตรและยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 3
ก้าน ส่วนดอกเพศเมียมักจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว
ผลบวบหอม ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก
ผลมีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 16-60
เซนติเมตร ที่ปลายผลจะมีรอยของกลีบรองกลีบดอกเหลืออยู่
ผลอ่อนเป็นสีเขียวและมีลายเป็นสีเขียวแก่ ผิวผลด้านนอกมีนวลเป็นสีขาว
ส่วนผลแก่จะเป็นสีเขียวออกเหลืองหรือเป็นสีเขียวเข้มออกเทา เนื้อด้านในมีเส้นใยที่เหนียวมาก
มีลักษณะเป็นร่างแห เนื้อผลนิ่มเป็นสีขาว และมีเมล็ดลักษณะแบนรีหรือกลมแบน
มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.2-1.5
เซนติเมตร โดยผลแก่นั้นจะมีเมล็ดข้างในเป็นสีดำ หรืออาจมีปีกออกทั้งสองข้างเมล็ด
และผลบวบชนิดนี้จะมีรสขม ผลมีลักษณะกลมสั้น มีความยาวได้ประมาณ 10
เซนติเมตร อันนั้นจะเรียกว่า “บวบขม
สรรพคุณของบวบหอม
เถาบวบหอมช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
ใยบวบช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
ใบ ผล ใยบวบ และเมล็ดเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส่วนดอกมีรสชุ่มและเย็นจัด
ช่วยดับร้อนในร่างกาย ผลช่วยทำให้เลือดเย็น
เมล็ดช่วยลดความร้อนในปอด ทำให้ปอดชุ่มชื่น
ใยบวบมีรสหวาน คุณสมบัติไม่ร้อนไม่เย็น
ช่วยทะลวงเส้นลมปราณ
น้ำจากเถาใช้ผสมกับน้ำตาลทราย
ใช้กินพอประมาณเป็นยาบรรเทาอาการร้อนใน ราก ใบ เถา ผล และใยบวบ
ช่วยแก้อาการร้อนใน
ราก, ใบ, เถา, เมล็ด
ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ
น้ำจากเถาช่วยแก้อาการปวดศีรษะ
โดยใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทราย ใช้กินพอประมาณ หรือหากมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว
ก็ให้ใช้รากนำมาต้มใส่ไข่เป็ด 2 ฟองแล้วนำมากิน
น้ำคั้นจากใบสด นำมาหยอดตาเด็ก
เพื่อใช้รักษาเยื่อตาอักเสบ
ช่วยรักษาโพรงจมูกอักเสบ
ด้วยการใช้เถานำมาคั่วให้เหลืองแล้วบดให้เป็นผง ทำเป็นยานัตถุ์เป่าเข้าจมูก
โดยให้ใช้ติดต่อกันประมาณ 2-4 วัน
เถามีรสขมและเย็นจัด มีพิษเล็กน้อย
ใช้เป็นยารักษาจมูกมีหนองและมีกลิ่นเหม็นที่อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
ด้วยการใช้เถาบริเวณใกล้กับรากเผาให้เป็นถ่าน แล้วบดให้เป็นผง ใช้ผสมกับเหล้ากิน
ใช้รักษาคางทูม ให้ใช้ผลนำไปเผาให้เป็นถ่าน
บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำเป็นยาทา หรือจะใช้ใยผล ที่เผาเป็นถ่านแล้วนำมาผสมกับน้ำใช้ทาบริเวณที่ปวด
เมล็ดมีรสหวานมัน
ใช้เป็นยารักษาอาการปวดเสียวฟัน โดยเลือกใช้ผลที่แก่นำไปเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้เป็นผง
ใช้เป็นยาทาบริเวณที่ปวด ส่วนเถาก็เป็นยาแก้อาการปวดเสียวฟันเช่นกัน
ผลอ่อนและใยบวบเป็นยาลดไข้
น้ำคั้นจากเถาใช้ผสมกับน้ำตาลทรายกินพอประมาณเป็นยาแก้หวัดได้
น้ำคั้นจากเถานำมาผสมกับน้ำตาลทรายกินพอประมาณเป็นยาแก้ไอ
หรือจะใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10 กรัมนำมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วต้มจิบกิน
หรือจะใช้เถานำไปต้มกับน้ำ หรือใช้น้ำคั้นจากเถาสดกินเป็นยาแก้ไอ
ผลช่วยแก้อาการไอร้อยวัน
ด้วยการใช้น้ำคั้นจากบวบสดผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย ใช้กินครั้งละ 60
มิลลิลิตร วันละ 2-3 ครั้ง
ดอกมีรสชุ่ม ขมเล็กน้อย และเย็นจัด
ใช้แก้อาการเจ็บคอได้ โดยใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10
กรัม นำมาผสมกับน้ำผึ้ง แล้วต้มจิบกินเป็นยา หรือจะใช้ผลอ่อนคั้นเอาแต่น้ำ
ใช้กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3
ครั้ง และผสมกับน้ำใช้กลั้วคอ หรือจะใช้ขั้วผลนำไปเผาไฟให้เป็นเถ้า บดให้เป็นผง
ใช้เป่าคอรักษาอาการเจ็บคอ หรือจะใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทรายใช้กินพอประมาณก็ได้
หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่ม
หรือนำรากมาแช่กับน้ำในภาชนะกระเบื้องแล้วเทเอาแต่น้ำกินก็เป็นยาแก้อาการเจ็บคอเช่นกัน
เถานำไปต้มกับน้ำหรือใช้น้ำคั้นจากเถาสดกินเป็นยาขับเสมหะ
ใบและเมล็ดช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ
เมล็ดใช้กินเป็นยาทำให้อาเจียน
ใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10
กรัมผสมกับน้ำผึ้ง แล้วต้มจิบกินเป็นยาแก้หอบ
เถาใช้เป็นยารักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
อาการอักเสบเรื้อรังในคนแก่ ด้วยการใช้เถาแห้งประมาณ 100-250
กรัม นำมาหั่นเป็นฝอย แล้วนำไปแช่กับน้ำจนพองตัว แล้วนำไปต้มและแยกกากออก
ใส่น้ำตาลพอประมาณ ใช้กินเป็นยาวันละ 2-3
ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 10 วัน ส่วนอีกวิธีให้ใช้เถาประมาณ 100-150
กรัม นำมาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ต้มกับน้ำ 1,000
ซีซี โดยต้มจนเหลือน้ำประมาณ 400 ซีซี เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
นำกากที่ต้มครั้งแรกมาต้มกับน้ำอีก 800
ซีซี แล้วต้มจนเหลือ 400 ซีซี แล้วนำน้ำที่ต้มทั้งสองมารวมกัน
เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ จนเหลือน้ำประมาณ 150 ซีซี
ใช้แบ่งดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 50
ซีซี ติดต่อกันกัน 10 วัน แล้วจะเห็นผล ส่วนราก ใบ
และเถาก็ช่วยรักษาหลอดลมอักเสบเช่นกัน
น้ำจากเถาช่วยแก้อาการปวดท้อง
ด้วยการใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทราย ใช้กินพอประมาณ
ผลมีรสชุ่มและเย็น ใช้เป็นยารักษาโรคบิดถ่ายเป็นเลือด
ช่วยแก้อาการปวดท้องเนื่องจากดื่มเหล้ามาก ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 1 ผล
นำไปเผาให้เป็นถ่านแล้วบดเป็นผง ใช้ผสมกับเหล้าดื่มครั้งละประมาณ 6
กรัม หรือจะใช้ใบเป็นยารักษาโรคบิดก็ได้ โดยให้ใช้ใบในขนาดประมาณ 300-600
มิลลิกรัม เข้าใจว่านำมาต้มกับน้ำดื่ม
ผลช่วยขับลม
เมล็ดช่วยแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ส่วนผลอ่อนก็เป็นยาระบายเช่นกัน
รากใช้ในขนาดน้อย ๆ มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง น้ำต้มกับรากใช้ดื่มเป็นยาระบาย
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิตัวกลม โดยนำเมล็ดแก่
(เมล็ดแก่เปลือกดำจะได้ผลดี ส่วนเปลือกขาวจะไม่ได้ผล) นำมาเคี้ยวกินตอนท้องว่าง
หรือจะนำเมล็ดมาบดให้ละเอียดใส่ในแคปซูลกินวันละครั้ง
แล้วพยาธิตัวกลมก็จะถูกขับออกมา หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 40-50
เมล็ด (ถ้าเป็นเด็กให้ใช้ 30 เม็ด) นำมาตำให้ละเอียด
แล้วใช้กินกับน้ำเปล่าตอนท้องว่าง โดยให้กินวันละ 1
ครั้ง ติดต่อกัน 2 วัน ส่วนเถาก็ใช้เป็นยาขับพยาธิได้เช่นกัน
ผลช่วยแก้อาการเลือดออกตามทางเดินอาหารและจากกระเพาะปัสสาวะ
แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ผลอ่อน ใยบวบ เมล็ด และดอก
มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ น้ำต้มใบใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะอื่น
ๆ หรือน้ำต้มจากใบสดเป็นยาใบขับปัสสาวะ ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด
หากใช้ใบแห้งให้ใช้ขนาด 5 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อน 1
แก้ว ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น
ผล, ใยบวบช่วยรักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ด้วยการใช้ใยบวบหรือรังบวบ 30 กรัม
นำมาต้มกับน้ำผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยกินเป็นยา หรือจะใช้ผลบวบ 1 ผล
นำมาผิงไฟให้เหลืองแห้งแล้วบดเป็นผง แบ่งเป็น 2
ส่วน ใช้กินกับเหล้าเหลือง
ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร
โดยใช้ใบนำมาตำแล้วพอกหรือจะบดเป็นผงผสมเป็นยาทาบริเวณที่เป็น
ผลช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี
ด้วยการใช้ผลบวบแห้ง 1 ผล นำมาต้มกับน้ำดื่ม
ผลใช้แก้ประจำเดือนของสตรีมามากผิดปกติ
ให้ใช้ผลบวบแก่ 1 ผล นำมาผิงไฟให้ดำแต่อย่าให้ไหม้
แล้วบดเป็นผงกินกับเกลือครั้งละ 9 กรัม
ใบใช้เป็นยารักษาสตรีที่มีอาการตกเลือด
ด้วยการนำใบไปคั่วให้เป็นถ่าน บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับเหล้าดื่มครั้งละ 6-15
กรัม
ราก ใบ และเถา ใช้ภายนอกเป็นยาใส่แผลช่วยห้ามเลือดได้
หากเป็นแผลมีเลือดออก
ให้ใช้ใบตากแห้งนำมาบดเป็นผง แล้วนำมาใช้โรยบริเวณแผล ใบนำมาตำใช้เป็นยาพอกแก้อาการอักเสบและฝี
รากมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลเน่าเปื่อยอักเสบ
ด้วยการใช้รากนำมาต้มกับน้ำใช้ล้างแผล จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
ใบ ช่วยรักษาผดผื่นคัน
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาทาบริเวณที่เป็น
หรือจะใช้ใบสดผสมกับเมนทอล นำมาตำใช้เป็นยาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น
ราก, ใบ, เถาใช้รักษาโรคผิวหนัง
กลากเกลื้อน ฝีหนอง ใบนำมาตำใช้เป็นยาพอกรักษากลาก
บาดแผลเรื้อรัง รักษาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือจะใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำใช้ชะล้าง
หรือบดเป็นผงผสมเป็นยาทาก็ได้ ใช้รักษาเกลื้อน
ให้ใช้ใบสดนำมาล้างให้สะอาด
นำมาขยี้แล้วใช้ถูบริเวณที่เป็นจนผิวหนังเริ่มแดงก็หยุดสักพัก
แล้วทำใหม่ติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง โดยบริเวณที่ถูไม่ต้องล้างน้ำออกจนกว่าเกลื้อนจะหาย
หรือจะเด็ดบวบอ่อนที่มีน้ำค้างเกาะในตอนเช้า นำมาตำให้ละเอียด
คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณที่เป็นก็ได้
น้ำคั้นจากใบสดใช้เป็นยาทาแก้กลากบนศีรษะ
ใช้เปลือกผลนำไปเผาไฟให้แห้ง
แล้วบดให้เป็นผงผสมเป็นยาทารักษาฝี ฝีไม่มีหัว แผลมีหนอง และแผลที่เกิดจากการกดทับนาน
ๆ หรือใช้ผลสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาทารักษาฝีบวม
หากเป็นหูด ให้ใช้ดอกสดประมาณ 2-5
ดอก ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยแล้วตำให้ละเอียด
ใช้เช็ดถูบริเวณที่เป็นจนเริ่มรู้สึกร้อน แล้วให้ถูบ่อย ๆ จะได้ผลดี
โดยให้ใช้จนกากแห้ง เททิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่
ราก ใบ และเถาใช้เป็นยาแก้อาการปวดหลัง
ใยบวบ, เมล็ด
ช่วยแก้อาการปวดเอว ด้วยการใช้ใยบวบ 30
กรัม นำมาต้มกับน้ำเติมเหล้าเหลืองเล็กน้อยใช้กินเป็นยา
หรือถ้าจะใช้รักษาอาการปวดเอวเรื้อรัง ก็ให้นำเมล็ดมาคั่วจนเหลือง แล้วบดให้เป็นผง
ใช้ผสมกับเหล้าดื่ม แล้วให้นำกากมาพอกบริเวณที่มีอาการปวด
ใยบวบมีสรรพคุณแก้อาการปวดเส้น ปวดกระดูก
เถาช่วยรักษาแขนขาเป็นเหน็บชา
ใช้ใยผลหรือรังบวบที่เผาเป็นถ่านแล้วนำมาบดเป็นผง
ใช้ผสมกับเหล้าดื่ม แล้วห่มผ้าห่มให้เหงื่อออกด้วย
จะช่วยขับน้ำนมของสตรีที่มีน้ำนมน้อยหลังการคลอดบุตรได้
ส่วนผลก็ช่วยขับหรือเรียกน้ำนมได้เช่นกัน ด้วยการใช้ผลแก่ 1
ผลนำมาตากในที่ร่มให้แห้ง ผิงให้แห้งแล้วบดเป็นผง ใช้ชงกับเหล้าเหลืองดื่มครั้งละ 9
กรัม หรือจะใช้ผลประมาณ 1-2 ผล นำมาประกอบอาหารให้แม่ลูกอ่อนรับประทานก็ได้
ประโยชน์ของบวบหอม
ผลอ่อนและยอดอ่อนสามารถนำไปประกอบอาหารได้ เช่น
แกง แกงเลียง ผัด หรือนำไปลวกกินกับน้ำพริก
น้ำมันจากเมล็ดบวบหอมสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้
ใยผล ใยบวบ
หรือรังบวบสามารถนำมาใช้ในการทำความสะอาดเครื่องแก้ว เครื่องครัว รถยนต์
ทำใยขัดหม้อ เอามาขัดถูตัวหรือใช้ล้างจานได้ ฯลฯ
หรือจะใช้เป็นที่บุรองภายในของหมวกเหล็ก ทำเบาะรองไหล่ ยัดในหมอน ในรถหุ้มเกาะ
ใช้ใส่ในหีบห่อเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก ใช้ผสมทำแผ่นเก็บเสียง ฯลฯ
อีกทั้งใยผลหรือรังบวบยังมีคุณสมบัติที่ทนความร้อนได้ดี
ใช้ทำหน้าที่สำหรับจับหม้อที่ร้อน ๆ หรือใช้รองหม้อนึ่งข้าว
หรือใช้ในการกรองน้ำมันของเรือเดินทะเลและเครื่องยนต์ที่มีระบบการเผาไหม้ภายในต่าง
ๆ ได้ นอกจากนี้ยังนำมาใช้สานเป็นเสื่อ หมวก ผ้าปูโต๊ะ ใช้ผสมในปูนปลาสเตอร์
ในสารเคลือบทำแผ่นเก็บความร้อน อีกทั้งใยผลหรือรังบวบก็ยังเป็นแหล่งที่ให้ Cellulose ที่นำมาใช้ทำเป็นเยื่อกระดาษได้อีกด้วย
ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรบวบหอม
หากกินติดต่อกันมากเกินไปจะส่งผลทำให้ไตพร่องและทำให้สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายเสื่อมลงด้วย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)