แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กระสัง สมุนไพรใกล้ตัว



ผักกะสังเป็นผักโบราณรสชาติดีที่ปัจจุบันใครๆ ไม่ค่อยรู้จัก.. การรับประทานโดยนำมากินเป็นผักสดหรือผักลวก นำมาทำแกงจืด ได้อย่างหลากหลาย  ......ผักกะสังมีรสเผ็ดหอมเป็นพี่น้องกับพริกไทยแต่รสชาติดีกว่ามาก .....ผักกระสังเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลำต้นอวบน้ำ สีเขียวใส กินได้ทั้งดิบและสุก
สรรพคุณทางยาของผักกระสัง ใช้ผักกระสังตำพอกฝี หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง ...ผักกระสังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ใบยังนำมารักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้ แก้ปวดข้อ ข้ออักเสบ และยังเชื่อว่าการใช้น้ำต้มผักกระสังล้างหน้าจะทำให้ผิวสวย ......ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบมีฤทธิ์แก้ปวด และไม่มีพิษภัย

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

มะอึก

      มะอึก..เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นต้นของมันมาก่อนเลย เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเหมือนพืชผักชนิดอื่น ๆ เท่าใดนัก ถ้าจะหาต้นของมันให้พบได้ง่าย ๆ เหมือนต้นพริก ต้นมะเขือ ละก็เป็นการยากอย่างแน่นอน  และที่ผมนำมานำเสนอนี้ก็ได้พบกับต้นมะอึกนี้โดยบังเอิญ..เลยเก็บภาพของมันมาฝากกันครับ..
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะอึก
มะอึก เป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่กว้าง กว้าง 15-25 ซม. ยาว 20-30 ซม. โคนใบเว้าหรือตัด ขอบใบหยักเว้าเป็นพู แผ่นใบสีเขียว มีขนทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแหลม เกสรเพศผู้สีเหลือง เป็นเส้นรวมเป็นยอดแหลม ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.8-2 ซม. ผิวมีขนยาวหนาแน่น ผลสุกสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดแบน มีจำนวนมาก
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล ใบ ราก เมล็ด
สรรพคุณของมะอึก
ราก แก้ดีฝ่อ ดีกระตุก แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว บำรุงถุงน้ำดี แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ขับเสมหะ กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายใน ระงับปวด กระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด รักษาแผลแก้เสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายไหล แก้ไข้ พอกแก้คัน พอกแผล ดับพิษสะอึกในไข้
ผล แก้เสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไข้สันนิบาต กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายใน แก้ดีฝ่อ ดีกระตุกเมล็ด แก้ปวดฟัน และกินเป็นผักได้
ใบ รักษาโรคฝี เป็นยาพอก แก้คัน
เมล็ด  แก้ปวดฟัน (โดยเผาสูดดมควันเข้าไป)
ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ดีฝ่อ แก้กระตุก แก้น้ำลายเหนียว
คนส่วนใหญ่จะนำผลมะอึกมาประกอบอาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผลอ่อนหรือผลสุก เช่นนำมาทำน้ำพริกมะอึก แกงส้มกับหมูย่าง ใส่ส้มตำหรือแกงเนื้อ เพราะมะอึกจะให้พลังงาน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือในการนำผลมะอึกมาทำอาหารนั้นก็ควรที่ขูดขนอ่อนๆ นั้นออกเสียก่อนและล้างให้สะอาด หรือไม่บางคนก็ปอกเปลือกมะอึกออกเพราะคิดว่ามันแข็ง จะได้สะดวกในการรับประทาน

คุณค่าทางโภชนการของมะอึก
คุณค่าทางอาหารของมะอึก ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 53 แคลอรี่ โปรตีน 1.9 กรัม ไขมัน 0.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 9.5 กรัม แคลเซียม 26 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 41 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 163.14 RE วิตามีนบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามีนบี2 0.05 มิลลิกรัม ไนอะซีน 4.9 มิลลิกรัม วิตามีนซี 3 มิลลิกรัม

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

มะม่วง
มะม่วงจัดเป็นไม้ยืนต้น เป็นผลไม้เศรษฐกิจ ประโยชน์ของมะม่วงที่เราเห็นเป็นประจำก็คงจะไม่พ้นการนำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งผลดิบและผลสุก รวมทั้งมีการไปทำเป็นอาหารว่างต่าง ๆ เช่น มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง พายมะม่วง และนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่น้ำพริก ยำ ส้มตำ ส่วนยอดอ่อนหรือผลอ่อนก็สามารถนำมาประกอบอาหารแทนผักได้อีกด้วย
ประโยชน์ของมะม่วง
- มะม่วงก็ช่วยทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาได้เหมือนกัน
- มะม่วงมีวิตามินซีสูง จึงช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
- มะม่วงมีวิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
- มะม่วงช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน
เป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย
- ช่วยทำให้ผ่อนคลาย และหลับสบายยิ่งขึ้น
- ช่วยทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ปรับสมดุลภายใน
- ประโยชน์ของมะม่วงดิบ ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
- ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ
- มีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมไปถึงต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
- ช่วยเยียวยาและรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ใบมะม่วงประมาณ 15 ใบ นำมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย โดยใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง ถ้าน้ำแห้งก็เติมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วนำมาตั้งทิ้งไว้ค้างคืนไว้ 1 คืน พอเช้าก็นำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน
- ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ด้วยการรับประทานผลสดแก่
- ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ด้วยการรับประทานผลสดแก่
- สรรพคุณของมะม่วง ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
- ช่วยแก้โรคคอตีบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วงมาต้มรับประทาน
- แก้ซางตานขโมยในเด็ก ด้วยการใช้ใบมะม่วงพอประมาณนำมาต้มรับประทาน
- ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วง มาต้มรับประทาน
- เปลือกมะม่วงของผลดิบ นำมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยช่วงมีประจำเดือน
- เปลือกต้นมะม่วง นำมาต้มเอาน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน
- ไฟเบอร์จากมะม่วง เป็นตัวช่วยสำหรับการย่อยอาหาร และเผาผลา

   คงจะเห็นละครับว่า มะม่วงมีประโยชน์มากมายทีเดียว เป็นได้ทั้งอาหาร และเป็นยาสมุนไพร นอกจากนี้มะม่วงยังจัดว่าเป็นพืชที่เป็นไม้มงคลที่สมควรนำมาปลูกไว้ในบ้านนะครับ.

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

ต้นชะพลู

ต้นชะพลู
ชื่ออื่นๆ : ผักปูนก (ลำปาง), ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก (เชียงใหม่) นมวา (ใต้)

ลักษณะของต้นชะพลู :
     ต้นชะพลู เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ ใบชะพลูมีสีเขียวสดเป็นมัน ฐานใบกว้าง ปลายใบชะพลูแหลมคล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบชะพลูมีกลิ่นฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็กออกเป็นช่ออัดกันรูปทรงกระบอกยาว
สรรพคุณของต้นชะพลู : โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง แก้ขัดเบา เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง
ต้นชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูง ชะพลูเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณทางยามีฤทธิ์ แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับภายลม บำรุงธาตุ เป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ท้อง อืดเฟ้อ แก้อุระเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ต้าน เกาะกรุมของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากใบชะพลูมีสารออคซาเลทค่อนข้างสูง สารตัวนี้สะสมใน ร่างกายมากเกินไป เป็นผลให้เกิดนิ้วในลำไส้ ดังนั้นควรรับประทาน แต่พอประมาณ 
วิธีใช้
1.แก้เบาหวาน เอาต้นชะพลู ทั้ง 5 (เอาทั้งต้นตลอกถึงราก) มา 1 กำมือ พับเป็น 3 ทบใช้ ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปราะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี่ยวเหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ได้ผลชะงัดหรือจะเอาใบชะพลูทั้งต้นและใบ 9 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในภาชนะพร้อมด้วยน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานให้หมดก่อนอาหารเย็น โดยรับประทาน 15 วันต่อครั้ง เมื่อรับประทานไปได้ 2 ครั้ง ภายใน 30 วันแล้ว ลองไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์กรวดน้ำปัสสาวะ หากปกติให้หยุด ถ้ายังมีน้ำตาลในปัสสาวะให้ต้มรับประทานต่อ
2.ยาแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เอาเปลือกหอยแครง 7 ฝา (เผาไฟให้เป็นขี้เถ้า) กับต้นชะพลูทั้ง 5 นำมาย่างไฟให้กรอบ ตำผสม กันให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อน รับประทานต่างน้ำชามีสรรพคุณแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆได้ผลชะงัด 
3.แก้ขัดเบา เอาต้นแจงทั้ง 5 หนัก 3 ตำลึง ชะพลู หนัก 3 ตำลึง แก่น ไม้สัก 3 ตำลึง ตัวยาทั้ง3 นี้ ใส่หม้อดิน กับน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยว ให้เหลือ 1 ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน เช้า-เย็น แก้ขัดเบาได้ผลชะงัก 4. เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ นำใบชะพลูมาจิ้มน้ำพริก หรือกะปิหลน น้ำพริกปลาป่น หรือจะนำใบชะพลูมาทำเมี่ยงคำ ทานวันละ อย่างน้อย ๗ ใบ ทุกวัน จะทำให้ธาตุปกติ เจริญอาหาร ขับเสมหะได้ดี 
5.แก้โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง ซึ่งโรคดัง 18 กล่าวมีคนเป็นกันมาก เมื่อเป็นแล้วทำให้เลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองมีปัญหา ก่อให้ เกิดอาการเส้นโลหิตแตกหรือหัก เสียชีวิตได้ โดยเอา "ชะพลู" ทั้งต้นรวมราก จำนวน 3 ต้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ตักดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็น ดื่มจนตัวยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มให้ครบ 15 วัน จึงหยุด จากนั้นไปให้แพทย์ตรวจดู จะพบว่าอาการที่เป็นจะหายไป โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ 
ข้อควรระวัง 
     
ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559




สมุนไพรใกล้ตัว
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์
ต้นคูนหรือต้นราชพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำชาติไทยที่ออกดอกสีเหลืองทองสวยอร่ามนี้ เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยพบเห็นทั่วไปตามบ้านเรือนหรือตามสถานที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งริมทาง เราก็สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป ลักษณะเด่นของต้นคูนหรือราชพฤกษ์นั้น จะสังเกตเห็นได้ง่ายก็ฤดูร้อนราว ๆ เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป จะเห็นดอกสีเหลืองย้อยระย้าสวยงามจับใจทีเดียวครับ  โดยเฉพาะในช่วงวันสงกรานต์ของทุกปี เราจะนิยมนำดอกคูนหรือราชพฤกษ์โปรยลงไปในขันน้ำหอมและนำน้ำหอมนั่นไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ที่เรานับถือเป็นการรดน้ำดำหัวในช่วงนี้เลย
ลักษณะของต้นคูน :  ไม้ยืนต้น สูง 5-15 เมตร ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 7-12 ซม. ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ห้อยเป็นโคมระย้า กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เปลือกแข็ง ผิวเรียบ ภายในมีผนังกั้นเป็นห้อง แต่ละห้องมีเมล็ด 1 เมล็ด หุ้มด้วยเนื้อสีดำเหนียว
ประโยชน์ทางสมุนไพร :  ตำรายาไทยใช้เนื้อหุ้มเมล็ดแก้ท้องผูก ขับเสมหะ ดอกแก้ไข้ เป็นยาระบาย แก่นขับพยาธิไส้เดือน พบว่าเนื้อหุ้มเมล็ดมีสารกลุ่มแอนทราควิโนน จึงมีสรรพคุณเป็นยาระบาย โดยนำเนื้อหุ้มเมล็ดซึ่งมีสีดำเหนียว ขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือ (ประมาณ 4 กรัม) ต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนน้ำ ดื่มก่อนนอน มีข้อควรระวังเช่นเดียวกับชุมเห็ดเทศ
ความเชื่อว่าต้นคูนหรือต้นราชพฤกษ์ เป็นไม้มงคล และเป็นต้นไม้ประจำชาติไทยที่ออกดอกสีเหลืองทองสวยอร่ามนี้ คนไทยสมัยโบราณเชื่อกันว่า หากนำมาปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน จะช่วยให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ จะช่วยให้คนในบ้านมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ด้วย เพราะต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติไทย ส่วนใบของราชพฤกษ์ก็มักถูกนำไปใช้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ คนจึงเชื่อว่า ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว

ดังนั้น ต้นคูนหรือต้นราชพฤกษ์ นอกจากจะเป็นต้นไม้ประจำชาติไทยแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นพืชเป็นยาสมุนไพร รวมทั้งมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคลที่สมควรนำมาปลูกไว้ประจำบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วยครับ.

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559



สมุนไพรใกล้ตัว
มะตูม

มะตูม สมุนไพรไทยที่หลาย ๆ คน คงเคยรู้จักเป็นอย่างดี แต่จะมีใครบ้างรู้ว่าสรรพคุณของมะตูมและประโยขน์ของมะตูมนั้นมีมากมายเพียงใด และเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยกินน้ำมะตูมกันมาบ้างอย่างแน่นอน เพราะน้ำมะตูมนั้นจะมีกลิ่นหอม ดื่มแล้วจะทำให้ชุมคอแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี และนอกจากนั้นมะตูมยังเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิมที่ไม่เคยจางหาย แต่ทว่าสรรพคุณของมะตูม และประโยชน์ของมะตูม ยังคงไม่หมดแต่เพียงเท่านี้  วันนี้เราไปดูความเป็นมา สรรพคุณและประโยชน์ของมะตูม กันดีกว่า เพียงแค่คุณรู้วิธีและการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์รับรองเลยว่าคุณจะมองเห็นสรรพคุณต่างๆ มากมายของสมุนไพรไทยใกล้ตัวเราจนอาจจะไม่ต้องเสียค่ายารักษาที่แพง ๆ อีกต่อไปก็ได้ เรามาดูความเป็นมา สรรพคุณ และประโยชน์ของมะตูม   สมุนไพรใกล้ตัวเราได้เลยครับ
มะตูม  เป็นไม้ยืนต้น สูง ๑๐ – ๑๕ เมตร เปลือกต้นมีสีเทา ใบ ประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยด้วยกัน ๓ ใบ  ใบย่อยใบปลายเป็นรูปวงรี ปลายใบแหลม ใบบางเรียบเป็นมันเงา  ดอก ออกดอกเป็นช่อ หนึ่งดอกมี ๔ กลีบ ด้านในสีขาว ด้านนอกสีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอม  ผล ทรงรีกลมหรือรียาว มีผิวเรียบเกลี้ยงเปลือกแข็งและหนา เนื้อในมีสีส้มอมเหลือง ผลนิ่ม และมีเมล็ดจำนวนมาก
สรรพคุณทางยา : ใบใส่แกงบวดเพื่อแต่งกลิ่นอาหาร
                           ผล นำผลที่โตเต็มที่มาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแห้ง คั่วให้เหลือง ชงรับประทานแก้โรคลำไส้เรื้อรังในเด็ก แก้ท้องเดิน ท้องร่วง ท้องเสีย สำหรับผลที่แก่จัดให้นำมาเชื่อมรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง รักษาธาตุ ขับลม  ส่วนผลที่สุกเต็มที่แล้วรับประทานได้สดๆ เป็นยาระบายท้อง โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่ท้องผูกเป็นประจำ  และราก แก้หืด หอบ แก้ไอ แก้ไข แก้มุตกิด และขับลม

วิธีการและปริมาณในการใช้ : นำผลโตเต็มที่มาฝานแล้วตากแห้ง คั่วให้เหลือง ชงน้ำดื่ม โดยใช้ ๒ – ๓ ชิ้น ชงในน้ำเดือดดื่มแทนน้ำชา หรือชงด้วยน้ำเดือด ๒ ถ้วนแก้ว ดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้วก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559



กระทือ
สมุนไพรกระทือ      มีชื่อ เช่น เฮียวแดง (แม่ฮ่องสอน)กระทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ เฮียวดำ แฮวดำ (ภาคเหนือ)ทือ กะทือ และอีทือ เป็นต้น
ลักษณะของกระทือ
ต้นกระทือจัดเป็นต้นประเภทไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่เหนือดินสูงราว 0.9-1.5 เมตร และมีเหง้าอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้ากระทืหรือ หัวกระทือเปลือกนอกของเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง ส่วนเนื้อในมีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม มีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย ต้นจะโทรมในหน้าแล้งแล้วจะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือที่เรียกว่าหัว เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ในที่ที่มีความชื้นพอสมควร และมีแสงแดดส่องตลอดวัน พบขึ้นมากทางภาคใต้ ตามป่าดงดิบ ริมลำธารหรือชายป่า
ใบกระทือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ใบสีเขียวเข้ม ลักษณะของใบค้ลายรูปหอกแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบและแผ่นใบเรียบ ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม ใบกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ที่ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น
ดอกกระทือ ออกดอกเป็นช่อแทงออกมาจากเหง้าขึ้นมา ลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีกลีบดอกสีขาวนวลออกเหลือง  มีใบประดับขนาดใหญ่สีเขียวแกมแดงเรียงซ้อนกันหนาแน่นและเป็นระเบียบ  โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ผลกระทือ มีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ ผลค่อนข้างกลม ผลแห้งแตก ติดอยู่ในประดับ และมีเนื้อสีขาวบางหุ้มเมล็ด
สรรพคุณของกระทือ  สรรพคุณของเหง้าใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ดอก) ช่วยขับน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร (เหง้า) ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้สามารถรับประทานอาหารมีรสได้ (ต้น) ช่วยแก้โรคผอมแห้ง ผอมเหลือง (ดอก) ช่วยขับเลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ (ใบ)  แก้เบาเป็นโลหิต (ใบ) มีการใช้เหง้ากระทือในตำรับยา พิกัดตรีผลธาตุซึ่งประกอบไปด้วย เหง้ากระทือ เหง้าไพล หัวตะไคร้หอม โดยตำรับยานี้มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ตัวร้อน และช่วยแก้เลือดกำเดาไหล (เหง้า) ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (เหง้า)  กระทือ สรรพคุณช่วยแก้ไข้ (ต้น) ช่วยแก้ไข้เรื้อรัง (ดอก) ช่วยแก้ไข้ต่าง ๆ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ตัวเย็นที่รู้สึกร้อนภายใน (ราก) และนอกจากนี้ยังช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ (เหง้า) อีกด้วย
                นอกจากกระทือจะเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัว หรือใกล้ครัวแล้ว  กระทือยังสามารถนำมาประกอบอาหารในครัวได้อีกด้วย โดยเฉพาะยอดและลำต้นของกระทือ นำมาลอกปลอกเปลือกออกจะได้ลำต้นอ่อนลักษณะเดียวกันกับข่า นำมาต้มหรือนึ่งกับปลา จิ้มน้ำพริกรับประทาน ก็แสนจะอร่อยทีเดียว

            แถบบ้านของผมมีกระทือเยอะมาก ผมจึงเก็บมารับประทานเป็นผัก และได้ประโยชน์เป็นยาสมุนไพรใกล้ครัวอีกด้วย...


วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รางจืด

รางจืด เป็นชื่อของพืชสมุนไพรประเภทไม้เลื้อยหรือไม้เถา มีลักษณะเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้ เถาจะมีลักษณะเป็นข้อปล้องกลมมีสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้ม ดอกจะเป็นสีม่วงอ่อนๆหรือสีคราม ออกดอกเป็นช่อห้อยลงตามซอกใบ มีสรรพคุณทางยาในด้านการถอนพิษต่างๆ




รางจืด

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ลูกใต้ใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 10 - 60 เซนติเมตร ทุกส่วนมีรสขม  ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 20 - 25 ใบ โคนใบมนแคบ ปลายใบมนกว้าง มีหูใบสีขาวนวลรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมเกาะติด 2 อัน ก้านใบสั้น, ดอกสีขาวเล็ก, ผล รูปทรงกลมสีเขียวอ่อน ผิวเรียบ เมื่อแก่จะแตกเป็น 6 พู แต่ละพูมีเมล็ดสีน้ำตาล 1 เมล็ด
   วิธีรักษา : ใช้แก้ไข้ ลดความร้อน และขับปัสสาวะ
   ปริมาณที่ใช้ : ใช้ต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยครึ่ง รับประทานครั้งละครึ่งถ้วย
              ชมภาพจากวีดีโอ..

ลูกใต้ใบ