วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ส้มโอ : เป็นทั้งผลไม้และยาสมุนไพรที่มากมายประโยชน์และสรรพคุณทางยา


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ส้มโอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอด ลำต้นมีสีน้ำตาล มีหนามเล็ก ๆ สูงประมาณ 8 เมตร ใบเป็นแผ่นหนาสีเขียวเข้ม โคนก้านใบมีหูใบแผ่ออกเป็นรูปหัวใจ แผ่นใบเหมือน มะกรูด คือแบ่งใบเป็น 2 ตอน แต่ขนาดใบใหญ่กว่า ใบหนาแข็ง มีสีเขียวแก่ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อสั้นหรือดอกเดี่ยว ตามบริเวณง่ามใบ มีสีขาว ปลายกลีบมนมี 4 กลีบ กลางดอกมี เกสร 20-25 อัน ผลกลมโต บางพันธุ์ตรงขั้วมีจุกสูงขึ้นมา ผิวผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ผิวของผลไม่เรียบ ผิวของเปลือกผลมีต่อมน้ำมันกระจายทั่วไป ภายในผลเป็นช่อง ๆ มีแผ่นบาง ๆ สีขาวกั้นเนื้อให้แยกออกจากกัน เนื้อแต่ละส่วนเรียกว่า "กลีบ" มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดฝังอยู่ระหว่างเนื้อมากกว่า 1 เมล็ด ผลส้มโอมีเปลือกหนาทำให้สามารถเก็บรักษาได้นาน มีวิตามินซีมาก
พันธุ์ส้มโอ  ปัจจุบัน พันธุ์ส้มโอที่เป็นที่นิยมปลูกทางการค้าได้แก่
พันธุ์ทับทิมสยาม  พันธุ์ทองดี  พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ขาวพวง พันธุ์ขาวแตงกวา พันธุ์ท่าข่อย  และพันธุ์ปัตตาเวีย
สรรพคุณและประโยชน์ของส้มโอ
ส้มโอช่วยขับสารพิษในร่างกายได้ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
ในตำราจีนเปลือกส้มโอใช้เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ ช่วยแก้อาการไอ ผสมในยาหอมกินแล้วทำให้สดชื่น
ในตำรายาไทย เปลือกส้มโอจัดอยู่ในเปลือกส้มทั้ง 8 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย เปลือกส้มโอ เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกส้มจีน เปลือกส้มซ่า เปลือกส้มตรังกานู เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูด เปลือกมะงั่น ซึ่งมีสรรพคุณแก้ลม (ระบบไหลเวียนโลหิต) แก้เสมหะ และใช้ปรุงเป็นยาหอม
มีความเชื่อว่าสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานจะนำผลส้มโอมาทาหน้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส
เชื่อว่าการรับประทานผลส้มโอจะช่วยทำให้ตาสดใสและเป็นประกาย
ผลส้มโอช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร ปากไม่รู้รสอาหาร
ผลส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
ใบส้มโอช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการนำใบมาตำแล้วพอกบริเวณศีรษะ
ผลส้มโอช่วยแก้อาการเมาสุรา
เปลือกส้มโอเป็นส่วนประกอบของยาหอมสมุนไพร ซึ่งมีส่วนช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน
รากและเมล็ดส้มโอ ช่วยแก้หวัด
เปลือก, ราก, เมล็ดของส้มโอช่วยแก้อาการไอ
ดอกและ เปลือกช่วยขับเสมหะ
ผลส้มโอแก้อาการไอมีเสมหะ ด้วยการใช้ผลสดนำเมล็ดออก แกะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่กับน้ำเหล้าไว้หนึ่งคืน เสร็จแล้วนำไปต้มให้เละแล้วผสมกับน้ำผึ้ง นำมากวนจนเข้ากันแล้วจิบกินบ่อย ๆ
เปลือกช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก
ใบช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง
เปลือก, ราก, เมล็ดส้มโอ ช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องน้อย
เมล็ดส้มโอช่วยแก้อาการปวดท้อง ลำไส้เล็กหดตัวผิดปกติ
ผล, ดอก, เปลือกช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร
ดอกช่วยแก้อาการปวดในกระเพาะอาหาร ช่วยแก้อาการปวดกระบังลม
ใช้ใบเป็นยาแก้อาการปวดข้อหรืออาการปวดบวม ด้วยการใช้ใบส้มโอนำมาตำแล้วเอาไปย่างไฟให้อุ่น แล้วนำมาพอกบริเวณที่ปวด
เปลือกส้มโอช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำเปลือกมาต้มน้ำอาบ
เปลือกช่วยรักษาโรคลมพิษที่ผิวหนัง ด้วยการใช้เปลือกประมาณ 1 ผล หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วต้มกับน้ำอาบ หรือทาในบริเวณที่เป็นลมพิษ
เปลือกช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังอื่น ๆ ด้วยการใช้เปลือกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาต้มกับน้ำจนมันงวด แล้วเอาน้ำที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง
เปลือกใช้ตำแล้วนำมาพอกเพื่อรักษาฝี
เปลือกมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยฆ่าแมลง ฆ่าเห็บวัว เป็นต้น
เปลือก, เมล็ด, รากช่วยแก้อาการไส้เลื่อน
เรานิยมรับประทานส้มโอเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ หรือจะนำไปประกอบอาหารก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ยำ เมี่ยง ส้มตำ ข้าวยำ หรือของหวานเป็นต้น
เปลือกนอกสีขาวนำไปแปรรูปทำเป็นส้มโอสามรส ส้มโอแช่อิ่มได้
ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด

วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ขี้ครอก : สมุนไพรแก้บิด แก้ไข้หวัด ตัวร้อน รักษาไอเป็นเลือด ยาแก้นิ่ว แล...


สมุนไพรขี้ครอก มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง  ๆ เช่น  ต้นชบาป่า ,ต้นขี้หมู , หญ้าผมยุ่ง, หญ้าอียู, ขี้คาก , ขี้ครอก, ปอเส็ง  เป็นต้น
ลักษณะของขี้ครอก
ต้นขี้ครอก จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 0.5-2 เมตร เปลือกเหนียว ลำต้นเป็นสีเขียวแกมเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านมีขนลักษณะเป็นรูปดาวปกคลุมทั่วไป  ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นปานกลางและแสงแดดแบบเต็มวัน มักขึ้นตามป่าราบและที่ลุ่มรกร้างทั่วไป และมีปลูกมากตามสวนยาจีนทั่วไป
ใบขี้ครอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบที่อยู่บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉกตื้น ๆ 3 แฉก โคนใบกลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ส่วนใบที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของลำต้นจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 3-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร และใบที่อยู่ส่วนยอดหรือใกล้ยอดจะเป็นรูปกลมยาวถึงรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนมีขนนุ่ม ส่วนด้านล่างมีขนรูปดาวสีขาวอมเทา ท้องใบด้านล่างจะมีสีอ่อนกว่าหลังด้านบนใบ มีเส้นใบ 3-7 เส้น ก้านใบยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร มีขนรูปดาวสีขาวอมเทา หูใบคล้ายเส้นด้าย ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร หลุดร่วงได้ง่าย
ดอกขี้ครอก ออกดอกเดี่ยวรูปไข่กลม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หรือออกเป็นกระจุกตามซอกใบประมาณ 2-3 ดอก ริ้วประดับติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีขนาดสั้นกว่าริ้วประดับ ทั้งกลีบเลี้ยงและริ้วประดับจะมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ส่วนกลีบดอกเป็นสีชมพูมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ตรงกลางดอกเป็นสีชมพูเข้มถึงสีแดง ตรงกลางมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร เกลี้ยง อับเรณูมีจำนวนมากติดรอบหลอด รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ อยู่ภายในหลอดเกสรเพศผู้ มีอยู่ 5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่อ่อน 1 หน่วย และมีเกสรเพศเมียเป็นรูปทรงกระบอก ก้านเรียวเล็ก ยาวพ้นหลอดเกสรเพศผู้ แตกเป็น 10 แฉก มีขนแข็งขึ้นประปราย เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีขน
ผลขี้ครอก ผลมีลักษณะกลมหรือรูปกลมแป้น มีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผิวผลมีหนามแข็งสั้นหัวลูกศรและมีน้ำเหนียวติด เมื่อผลแห้งจะแตกออกได้เป็นพู 5 พู แต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไตสีน้ำตาล มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร  สำหรับวิธีการป้องกันและกำจัด การถากหรือตัดให้สั้นลงเพื่อไม่ให้ออกดอก หรือขุดทิ้ง และใช้สารเคมีต่าง ๆ  
สรรพคุณของขี้ครอก
รากขี้ครอกใช้รับประทานเป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ทั้งปวง ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากขี้ครอกผสมกับสมุนไพรอื่น เช่น รากพญาดง ในปริมาณเท่ากัน นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มเคี่ยว ใช้ดื่มแก้หนองใน
ใช้รากเป็นยาแก้บิด รักษาโรคบิดเฉียบพลัน ด้วยการใช้รากสด 500 กรัม นำมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่น ๆ ต้มกับน้ำ 1,000 ซีซี โดยต้มจนเหลือน้ำ 500 ซีซี ใช้แบ่งรับประทาน ในเด็กอายุ 1-3 ขวบ ให้รับประทานวันละ 80 ซีซี เด็กอายุ 4-9 ปี ให้รับประทานวันละ 200 ซีซี ส่วนเด็กอายุ 16 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 250 ซีซี โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง     
รากตำพอกแก้โรคปวดข้อ
ใช้ต้น, ราก, ใบเป็นยากระจายเลือดลม  ยาแก้ไข้หวัดตัวร้อน รักษาอาการไอเป็นเลือด ใช้เป็นยาแก้นิ่ว แก้ตกขาวของสตรี
ตำรายาไทยจะใช้ใบขี้ครอก นำมาต้มกับน้ำจิบแก้ไอ ขับเสมหะ ดับพิษเสมหะ
ต้นและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาแก้ไตพิการ แก้พิษน้ำเหลืองเสีย  
ทั้งต้นใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ช่วยสมานแผลสด แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ฝี แก้ฝีเท้านม แก้พิษงู  
ใช้ต้น, ราก, ใบเป็นยาขับลมชื้นในร่างกาย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากลมชื้นเข้าแทรก  

วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เปราะหอม : สมุนไพรยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงกระเพาะลำไส้ แก้สิวฝ้า ...


ลักษณะของเปราะหอม
ต้นเปราะหอม จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุราวหนึ่งปี ทั้งเปราะหอมขาวและเปราะหอมแดง เป็นไม้ลงหัวจำพวกมหากาฬ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า เหง้าเนื้อภายในของเหง้ามีสีเหลืองอ่อนและมีสีเหลืองเข้มตามขอบนอก และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดขม เป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนทราย มีความชุ่มชื้นพอเพียง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม เจริญเติบโตในช่วงฤดูฝน พอย่างเข้าฤดูหนาวต้นและใบจะโทรมไป และพบได้มากทางภาคเหนือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือแยกหัว
ใบเปราะหอม มีใบเป็นใบเดี่ยว แทงขึ้นมาจากหัวหรือเหง้าใต้ดินประมาณ 2-3 ใบ และแผ่ราบไปตามพื้นดิน หรือวางตัวอยู่ในแนวราบเหนือพื้นดินเล็กน้อย เนื้อใบค่อนข้างหนา ลักษณะของใบเป็นรูปค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ป้อม มีขนาดกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ส่วนโคนใบมนหรืออาจเว้าเล็กน้อย บางครั้งอาจพบว่าขอบใบมีสีแดงคล้ำ ๆ มีขนอ่อน ๆ อยู่บริเวณท้องใบ ส่วนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบ มีความยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร
ใบอ่อนเปราะหอม ลักษณะม้วนเป็นกระบอกออกมาแล้วค่อยแผ่ราบบนหน้าดิน ในหนึ่งต้นจะมีประมาณ 1-2 ใบ ลักษณะของใบมีรูปร่างทรงกลมโตและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หน้าใบหรือหลังใบมีสีเขียว ส่วนท้องใบนั้นถ้าหากเป็น เปราะหอมขาวจะมีท้องใบสีขาว แต่ถ้าหากเป็น เปราะหอมแดงท้องใบนั้นจะมีสีแดง ใบมีกลิ่นหอม งอกงามในช่วงหน้าฝนและจะแห้งเหี่ยวไปในช่วงหน้าแล้ง
ดอกเปราะหอม ออกดอกรวมเป็นช่อ มีความยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีดอกประมาณ 4-12 ดอก โดยออกดอกตรงกลางระหว่างใบ ดอกมีสีขาวหรือสีขาวอมชมพูแต้มด้วยสีม่วง ในแต่ละดอกจะมีกลีบประดับ 2 กลีบรองรับอยู่ โดยใบและต้นนั้นจะเริ่มแห้งเมื่อออกดอก
ผลเปราะหอม ผลเป็นผลแห้งและแตกได้
สรรพคุณเปราะหอม
การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า หัวว่านเปราะหอมหรือเปราะหอม มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
ใช้หัวและใบ เป็นยาแก้ปวดศีรษะ คลายเครียด ด้วยการใช้ทั้งหัวและใบนำมาโขลก ใส่น้ำพอชุ่ม แล้วเอาไปชุบนำมาใช้คลุมหัว หรือจะใช้เฉพาะหัวนำมาตำคั้นเอาน้ำไปผสมกับแป้งหรือว่านหูเสือ ก็จะได้แป้งดินสอพองไว้ทาขมับแก้อาการปวดศีรษะ
ใช้หัวเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ด้วยการใช้หัวผสมลงในยาหอม
หัวเปราะหอมนำมาต้มหรือชงกิน จะช่วยในการนอนหลับได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ป้ายคอ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้  
น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ล้างศีรษะเพื่อช่วยป้องกันการเกิดรังแค รักษาอาการหนังศีรษะแห้ง  
น้ำมันหอมระเหยจากหัวมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็กคลายตัว ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและช่วยขับลม แก้อาการท้องอืดได้ คนสมัยก่อนจึงนำมาทาที่ท้องเด็กคล้าย ๆ กับมหาหิงคุ์  
ใช้เป็นอาหารช่วยบำรุงกระเพาะอาหารและลำไส้  
ช่วยบรรเทาอาการปวด ด้วยการใช้หัวนำมาโขลกหรือทุบใส่น้ำให้พอชุ่ม นำผ้ามาชุบแล้วใช้พันบริเวณที่มีอาการปวดบวม จะช่วยลดอาการปวดได้ จึงนิยมนำมาใช้ทำเป็นลูกประคบ หรือนำมาเคี่ยวกับน้ำมันไว้ใช้ทาแก้อาการปวดเมื่อย โดยอาจจะใช้ว่านหอมเพียงอย่างเดียวหรือจะผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ด้วยก็ได้  
หัวนำมาตำใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี จะช่วยลดอาการอักเสบได้
ประโยชน์ของเปราะหอม
หัวและใบสามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้ ใบใช้รับประทานเป็นผักแกล้ม มีกลิ่นหอม หรือใช้ทำหมกปลาหรือใส่แกงปลา ส่วนหัวนำมาใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศสำหรับทำแกงหรือนำมาตำใส่เครื่องแกง หรือนำมาหั่นใส่ผัดเผ็ด หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำราดข้าวมันไก่ ส่วนทางภาคใต้นิยมใช้หัวใส่ในน้ำพริก หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำพริกเผาเพื่อช่วยทำให้มีกลิ่นหอม
เปราะหอมมีกลิ่นที่หอม สามารถช่วยในการผ่อนคลาย  
ต้นเปราะหอมทั้งแดงและขาวสามารถนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ เนื่องจากมีดอกที่สวยงาม
คนไทยโบราณเชื่อว่าเปราะหอมเป็นว่านศักดิ์สิทธิ์การปลูกเปราะหอมไว้หน้าบ้าน หรือใช้เปราะหอมนำมาแช่น้ำให้ผู้ป่วยรับประทาน จะช่วยปัดเป่าภูตผีปีศาจและขจัดมารออกไปได้ และยังมีความเชื่อว่าเปราะหอมเป็นไม้มงคลที่ใช้สำหรับใส่ลงไปในน้ำสำหรับสรงน้ำพระหรือน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ และยังใช้ผสมในพระเครื่อง รวมไปถึงการนำมาใช้เป็นว่านมหาเสน่ห์สำหรับชายหนุ่ม โดยนำว่านมาปลุกเสกด้วยคาถาแล้วนำมาเขียนคิ้ว หรือใช้ทาปากเพื่อให้ได้รับความเมตตา รักใคร่เอ็นดู หรือใช้ในงานแต่งของชาวอีสาน ด้วยการนำเปราะหอมไปแช่ไว้ในขันใส่น้ำสำหรับดื่มเพื่อความเป็นสิริมงคล
ด้วยความหอมจากเปราะหอม จึงมีการนำมาใช้เป็นเครื่องสำอาง แป้งฝุ่น แป้งพัฟผสมรองพื้น เจลแต้มสิว สบู่เปราะหอม แชมพู ครีมนวดผม เป็นครีมกันแดด หรือใช้ทำเป็นน้ำยาบ้วนปาก
สำหรับเครื่องสำอางจากเปราะหอมที่ใช้ทาหน้าจะช่วยแก้สิว แก้ฝ้า ทำให้ผิวหน้าดูสดใส และช่วยรักษาผิวพรรณ

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

หญ้าพันงูขาว :สมุนไพรบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต ลดความดันโลหิต รักษาคางทูมและริด...





สมุนไพรหญ้าพันงูขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าตีนงูขาว , ควยงูหลวง, หญ้าโคยงู , ควยงู พันงู พันงูขาว พันงูเล็ก หญ้าท้อง, พันธุ์งู , หญ้าพันงู หญ้าพันงูเขา เป็นต้น


แต่เดิมแล้วคนโบราณจะเรียกหญ้าชนิดว่า หญ้าควยงูสาเหตุที่เรียกเช่นนั้นคงเป็นเพราะลักษณะของดอกที่คล้ายกับอวัยวะสืบพันธุ์ของงูเพศผู้ แต่ต่อมาจึงเรียกชื่อใหม่ว่า หญ้าพันธุ์งูส่วนจะเรียกว่าหญ้าพันงูขาว หญ้าพันงูแดง หญ้าพันงูน้อย ก็แล้วแต่สายพันธุ์ครับ


ลักษณะของหญ้าพันงูขาว


ต้นหญ้าพันงูขาว จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นกลมตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 25-125 เซนติเมตร ลำต้นจะแตกกิ่งก้านสาขามากจากบริเวณโคนของลำต้น ลำต้นเป็นสัน ข้อโป่งพองออก มีหนามแน่น กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม สีเขียว มีขนนุ่มสีขาวขึ้นอยู่ทั่วไป ขยายพันธุ์วิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นเป็นวัชพืชในบริเวณที่รกร้าง ที่โล่ง และในที่ที่มีความชุ่มชื้น พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และประเทศในเขตร้อนทั่วไปรวมถึงออสเตรเลีย


ใบหญ้าพันงูขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี รูปวงรีแกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมไข่กลับ รูปไข่กลับ รูปไข่รียาว หรือรูปไข่ ปลายใบแหลมหรือกลม โคนใบแหลมหรือป้านหรือเรียวสอบ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยัก แต่มีคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนปกคลุมอยู่ทั้งสองด้านหรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร


ดอกหญ้าพันงูขาว ออกดอกเป็นช่อตั้งตรงที่บริเวณปลายกิ่ง อาจยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร แกนกลางของช่อเป็นเหลี่ยมเล็กน้อยและมีขนอยู่ทั่วไป ดอกออกเดี่ยว ๆ บนแกนของช่อ ใบประดับแห้งบางและติดทน ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายเรียวแหลม ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ใบประดับย่อยมี 2 อัน แนบติดกลีบรวม เรียวยาวคล้ายหนาม ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร โคนมีเยื่อบาง ๆ ขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 4-5 อัน ขนาดเท่ากัน ลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร เกลี้ยง ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 2-5 อัน แผ่นคล้ายเกสรเพศผู้ที่เป็นมันมี 5 อัน ด้านหลังเป็นแผ่นเกล็ดขอบชายเป็นครุย ยาวกว่าแผ่นคล้ายเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน ส่วนรังไข่เป็นรูปไข่กลับ เกลี้ยง และสั้นกว่าก้านเกสรเพศเมีย มีออวุล 1 เม็ด ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะเป็นรูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 2-3.5 มิลลิเมตร


ผลหญ้าพันงูขาว ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ผลมีขนาดเล็ก เป็นผลแบบกระเปาะ ปลายตัด เกลี้ยง เปลือกบาง ยาวได้ประมาณ 2.5-4 มิลลิเมตร ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเมล็ดเป็นรูปทรงกระบอกเรียบ


สรรพคุณของหญ้าพันงูขาว


ทั้งต้นมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็นจัด ออกฤทธิ์ต่อปอดและไต ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ  


ทั้งต้นหรือลำต้นสดนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงธาตุไฟ ช่วยฟอกโลหิต  ช่วยลดความดันโลหิต ใช้รักษาคางทูม


รากและลำต้นช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น  


ตำรับยาแก้ไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย ให้ใช้หญ้าพันงูขาวประมาณ 30-45 กรัม นำมาต้มกับเนื้อสันในของหมูรับประทาน  ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้จับสั่นได้เช่นกัน


ใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ไข้หวัด ลดไข้ ตัวร้อน แก้เจ็บคอ ให้ใช้หญ้าพันงูขาวนำมาต้มกับน้ำกินหรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น


ใช้ทั้งต้นรักษาโรคเกี่ยวกับปอด แก้ปอดบวม ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน   


ช่วยแก้อาการท้องร่วง ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน  


ดอกใช้เป็นยาแก้และขับเสมหะ ช่วยแก้เสมหะที่คั่งค้างในทรวงอก แก้เสมหะในท้อง 


ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มเอาน้ำกินแก้โรคในลำคอ


ลำต้น,ทั้งต้นช่วยในการย่อยอาหาร  ใช้เป็นยาระบาย ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน


ใบมีสรรพคุณช่วยแก้โรคในลำคอ แก้คออักเสบเป็นเม็ดยอดในคอ โรคในลำคอเป็นเม็ดเป็นตุ่ม


ผลมีสรรพคุณทำให้อาเจียน  


ดอกช่วยแก้สะอึก


รากช่วยทำให้นอนหลับ


รากนำมาต้มกับน้ำกินแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นหน้าอก  


ใช้รากรักษาหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ด้วยการใช้รากสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมาใช้หยอดหู


ช่วยรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ ด้วยการใช้รากแห้ง รากจ้ำเครือแห้ง และพิมเสน นำมาบดให้เป็นผงละเอียดใช้เป่าคอ


 ใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้บิด ด้วยการใช้หญ้าพันงูขาว 50-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำชงกับน้ำผึ้งกิน  ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นกัน  


ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการปวดท้อง เจ็บท้องน้อย หรือ ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดท้อง ได้เช่นกัน
ลำต้นสดนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา และแก้นิ่ว  ดอกมีสรรพคุณช่วยละลายก้อนนิ่ว  ส่วนรากนำมาต้มเอาแต่น้ำกินจะเป็นยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะได้เช่นกัน  


รากใช้แก้ปัสสาวะเป็นเลือด  


ลำต้น,ทั้งต้นช่วยแก้โรคริดสีดวงทวาร  


ทั้งต้นช่วยรักษาโรคซิฟิลิส   รักษาหนองใน  


 ต้นมีสรรพคุณช่วยขับประจำเดือน   ช่วยแก้ประจำเดือนไม่มาตามปกติของสตรี  


รากมีสรรพคุณช่วยแก้โรคไตพิการ ช่วยรักษาโรคไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย


ใบนำมาขยี้ใช้ทารักษาแผลสด และช่วยห้ามเลือด  


ใบใช้พอกแก้อาการอักเสบ ทาแก้โรคผิวหนัง ถูกตะขาบกัด  


 รากใช้ฝนกับน้ำทารักษาฝี  หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำพอกรักษาฝีก็ได้เช่นกัน


ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี


ข้อห้ามในการใช้สมุนไพรหญ้าพันงูขาว


สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้


ประโยชน์ของหญ้าพันงูขาว


ต้นหญ้าพันงูขาวสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้ดี เนื่องจากมีธาตุโพแทสเซียมค่อนข้างสูง


มีความเชื่อว่าหญ้าชนิดนี้สามารถรักษางูกัดได้ และหากเราพกรากติดตัวเอาไว้ก็จะช่วยป้องกันงูกัดได้


หญ้าพันงูขาวเป็นสมุนไพรที่คนภาคเหนือของไทยนำมาใช้เป็นยาสีฟัน โดยเอารากพันงูขาวนำมาเผาให้เป็นด่าง (เป็นเถ้าสีดำ) แล้วนำยานั้นมาสีฟัน เชื่อว่าจะทำให้ฟันคงทน แต่หมอยาบางท่านว่าไม่ต้องเผาก็ได้ แต่ให้นำกิ่งหรือรากสีฟันได้เลย


วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดอกดินแดง : สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน แก้เจ็บคอ แก้คออักเสบ และต่อมทอนซิลอั...


ดอกดินแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ข้าวก่ำนกยูง หญ้าดอกขอ, ปากจะเข้  , สบแล้ง, ซอซวย, ดอนดิน เป็นต้น
ลักษณะของดอกดินแดง
ต้นดอกดินแดง จัดเป็นพืชจำพวกกาฝากขึ้นบนรากไม้อื่น มีอายุได้ประมาณ 1 ปี ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูงประมาณ 15-25 เซนติเมตร โคนต้นมีกาบใบสีชมพูอ่อนประมาณ 1-2 ใบห่อหุ้มอยู่ มีก้านเดียวแทงขึ้นมาบนรากไม้อื่น ต้นไม่มีการแตกกิ่งก้านและไม่มีใบ ปลายก้านออกดอกเป็นดอกเดี่ยว สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้หัว หน่อ หรือเหง้า โดยต้นดอกดินแดงมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ตอนกลางของทวีปเอเชีย มาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณที่ค่อนข้างชื้นในป่าเต็งรัง พบได้มากทางภาคเหนือและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ใบดอกดินแดง ไม่มีใบ บ้างก็ว่ามีใบเป็นเกล็ดขนาดเล็กที่โคนกอ มองเห็นได้ยาก โดยจะออกเรียงสลับตรงข้าม มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร
ดอกดินแดง ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีม่วงแดงอ่อน มีลักษณะเป็นถ้วยคว่ำ อ้วน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด โค้งงอ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลีบดอกจะแตกออกเป็นแฉก 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 ก้านและมีเกสรเพศเมีย 1 ก้าน ยอดเกสรเพศเมียสีเหลือง มีลักษณะอวบน้ำและมีขนาดใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร โดยออกดอกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
ผลดอกดินแดง ลักษณะของผลเป็นรูปกลมไข่มีสีน้ำตาล ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่จะแตกออก ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลขนาดเล็กจำนวนมาก โดยจะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
สรรพคุณของดอกดินแดง
ทั้งต้นและดอกใช้ทำเป็นยาชงกินแก้เบาหวาน
ทั้งต้นมีรสขม เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอด ไต และทางเดินปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน ช่วยถอนพิษไข้ และทำให้เลือดเย็น ช่วยแก้อาการเจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ช่วยแก้อาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทั้งต้นนำไปแช่กับน้ำมันงาใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง  ช่วยแก้แมลงสัตว์กัดต่อย
ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บวม ช่วยแก้อาการปวดบวม  
ต้นแก้ไขกระดูกอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสด 30 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำผสมกับผงชะเอม 5 กรัม หรือนำไปต้มกับน้ำรับประทาน
ดอก ช่วยรักษาฝีบนผิวหนัง แก้ฝีภายนอก ด้วยการนำดอกสดมาตำผสมกับน้ำมันงาเล็กน้อย แล้วนำมาใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี
ดอกช่วยแก้พิษงู ด้วยการใช้ดอกแห้ง 40 กรัม ชะมดเชียง 0.5 กรัม และตะขาบแห้ง 7 ตัว นำมาแช่ในน้ำมันงาประมาณ 15 วัน จึงสามารถนำมาใช้ทาบริเวณที่โดนพิษได้ 
ประโยชน์ของดอกดินแดง
ดอกมีรสจืดเย็น สามารถนำมาลวกหรือนึ่งรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแดงได้
ดอกสดหรือดอกแห้งนำมาสกัดคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นสีผสมอาหารได้ โดยจะให้สีม่วงหรือสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ใช้แต่งสีหน้าข้าวเหนียวให้เป็นสีม่วงดำที่เรียกว่า หม่าข้าว 
ดอกนำไปคั้นกับน้ำผสมกับข้าวเหนียวแล้วนำไปนึ่งจะทำให้ข้าวเป็นสีม่วง ที่เรียกว่า ข้าวก่ำ
ส่วนของดอกนำมาโขลกผสมกับแป้งและน้ำตาลใช้ทำเป็นขนมดอกดิน ด้วยการนำดอกสดไปผึ่งแดดให้พอหมาด แล้วนำมาสับรวมกับแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า และกะทิ ขนมชนิดนี้หากใส่ดอกดินแดงเพียงอย่างเดียวจะไม่เป็นสีดำ แต่จะเป็นน้ำตาลคล้ายกับกาแฟ หากใส่มากขึ้นจะทำให้ขนมมีรสขื่น จึงแต่งสีด้วยกาบมะพร้าวเผาไฟแล้วนำไปนึ่งให้สุก