วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

โกสน
ลักษณะของต้นโกสน
ลักษณะทั่วไป
โกสนเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทไม้พุ่มขนาดย่อม ผิวลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มตรงกลม ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะใบมีรูปร่าง สีสันขนาด แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง ดอกมีสีขาว เล็กมาก มีกลีบดอก 5 กลีบ
การปลูกต้นโกสน
การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี
1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูง ขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก ควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี / ครั้ง เพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเมื่อต้องการเปลี่ยน ดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป
2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน โบราณนิยมปลูกบริเวณหน้าบ้าน หรือทำเป็นแนวรั้วบ้านเพื่อที่จะสร้างจุดเด่นให้กับบ้าน ขนาดหลุมปลูก
30 x 30 x 30 เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก
การขยายพันธุ์ การปักชำ การตอน
การดูแลรักษา
แสง ต้องการแสงแดดอ่อน รำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง
ดิน ดินร่วนซุย
ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ ปีละ 5-6 ครั้ง

ประโยชน์ทางยาของโกสน
ใบโกสนใช้แก้โรคทางเดินปัสสาวะขัด ชาวบ้านนำเอายอดอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผักแกล้มลาบ
ความเป็นพิษ: ทุกส่วนทั้งต้น มีน้ำยางที่เป็นพิษเพราะมีสารไดเทอร์ปีนเอสเทอร์ อยู่ในน้ำยาง หากสัมผัสจะอักเสบเป็นปื้นแดง หากกลืนนำยางเข้าไปก็จะไประคายเคืองทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง ท้องเดิน
ความเชื่อกับต้นโกสน
การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญบารมี เพราะโกสนโบราณคงกล่าวถึง กุศล คือ การสร้างบุญ คุณงามความดีนอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าสามารถช่วยคุ้มครองให้มีความอยู่เย็นเป็นสุขเพราะคนโบราณเชื่อว่าต้นโกสนเป็นต้น

ไม้เก่าแก่ที่ปลูกคู่บ้านคู่เมืองโดยสมัยรัชกาลที่5 ทรงนำเข้ามาปลูกไว้ในพระราชวังบ้านขุนนางวัดหลวงเพื่อให้เกิดความร่วมเย็นเป็นสุขตลอดมา ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโกสนไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร 

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

มะขาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica L.
ชื่อสามัญ : Tamarind
วงศ์ : Leguminosae – Caesalpinioideae
ชื่ออื่น : ขาม (ภาคใต้) ตะลูบ(ชาวบน-นครราชสีมา) ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) หมากแกง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ส่ามอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์มะขาม
มะขาม เป็นไม้ต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบมะขาม เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน  ดอกมะขาม ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามปลายกิ่ง หนึ่งช่อมี 10-15 ดอก ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดงอยู่กลางดอก  ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และหวาน
สรรพคุณของมะขาม
เนื้อมะขาม เนื้อมะขามเปียก มีรสเปรี้ยว มีกรดทาร์ทาริก 8-18% กรดซิตริก เล็กน้อย มีเพคติน กัม และอื่นๆ เนื้อมะขามมีสาร AHA ซึ่งนิยมสกัดไปทำเครื่องสำอางค์ช่วยผลัดเซลส์เก่า ทำให้ผิวหน้าใส
เนื้อมะขามเปียกผสมปูนแดง ทาพอกฝีหนอง หรือ ใช้กินเนื้อล้วนๆ หรือดื่มน้ำมะขามแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ขับเสมหะ แก้ไอ ดับร้อน แก้คลื่นใส้อาเจียร เหมาะกับผู้หญิงที่แพ้ท้อง น้ำมะขามเปียกใช้ขับน้ำคาวปลาได้
เมล็ดมะขาม ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิใส้เดือน พยาธิเส้นด้าย
ใบมะขาม ใช้ขับเสมหะ
แก่นมะขาม ใช้ขับโลหิต
วิธีและปริมาณที่ใช้
ถ่ายพยาธิ โดยกระเทาะเปลือกออกเสียก่อนแล้วจึงเอาเนื้อของเมล็ดซึ่งมีสีขาวออกสีเนื้อ แข่ในน้ำจนนุ่มก่อน แล้วจึงกินทั้งน้ำและเมล็ดนั้นประมาณครั้งละ 20-25เมล็ด หรือคั่วให้เนื้อในเหลือง กะเทาะเปลือก แช่น้ำให้นิ่ม เคี้ยวรับประทานเช่นถั่ว ,แก้ท้องผูก ใช้เนื้อหุ้มเมล็ดคลุกเกลือรับประทาน ระบายท้อง, แก้ไอ, ขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียก จิ้มเกลือรับประทาน

        นอกจากมะขามจะมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรแล้ว ส่วนต่างๆ ของมะขามยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น ใบอ่อนหรือยอดมะขามสามารถนำมาปรุงรสอาหารได้อีก เช่น ใส่ต้มแกง หรือลูกมะขาม ก็เช่นเดียวกัน ส่วนลำต้นมะขาม ชาวบ้านมักนำมาทำเขียงสำหรับครัวเรือน หรือนำไม้มะขามมาแปรรูปเป็นไม้สำหรับงานก่อสร้างได้ด้วย

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ต้ว

มะพร้าว

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่จัดอยู่ในตระกูลปาล์ม สูงประมาณ 20-30 เมตร ลำต้นกลม ตั้งตรง ไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกต้นแข็ง สีเทา ขรุขระ ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบเหมือนขนนก ผลประกอบไปด้วยเปลือกนอก ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว และชั้นสุดท้ายคือเนื้อมะพร้าว ซึ่งภายในจะมีน้ำมะพร้าว ถ้าลูกมะพร้าวแก่มากเนื้อมะพร้าวจะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปหมด
มะพร้าวเป็นผลไม้ที่นิยมกันอย่างมากในบ้านเรา คุณสมบัติเด่น ๆของมะพร้าวก็คือ ส่วนต่าง ๆสามารถนำมาใช้ทำเป็นประโยชน์ได้หมด ไม่ว่าจะทำเป็นอาหารคาวหวาน เพื่อบำรุงสุขภาพและรักษาอาการหรือโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการผลิตน้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำตาล และยังรวมไปถึงการทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆขึ้นมาใช้สอย
สรรพคุณมะพร้าว
เปลือกผล รสฝาดขม สุขุม ใช้ห้ามเลือด แก้ปวด เลือดกำเดาออก โรคกระเพาะ และแก้อาเจียน
เปลือกต้น เผาเป็นเถ้า ใช้ทาแก้หิด และสีฟันแก้ปวดฟัน
ราก รสฝาด หวาน ใช้ขับปัสสาวะ และแก้ท้องเสีย ต้มน้ำอมแก้ปากเจ็บ
กะลา แก้ท้องเสีย แก้ปวดเอ็น ปวดกระดูก
ถ่านจากกะลา รับประทานแก้ท้องเสีย และดูดสารพิษต่างๆ
น้ำมันที่ได้จากการเผากะลา ใช้ทา บาดแผล และโรคผิวหนัง แก้กลาก อุดฟัน แก้ปวดฟัน
เนื้อมะพร้าว รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ รับประทานบำรุงกำลัง ขับพยาธิ
น้ำมะพร้าว รสชุ่ม หวานสุขุม ไม่มีพิษ แก้กระหาย ทำให้จิตใจชุ่มชื่น แก้พิษ อาเจียนเป็นเลือด
น้ำมะพร้าว ถ้าจะให้ดีควรกินสด ๆ เปิดลูกแล้วควรดื่มเลยไม่ควรทิ้งไว้หรือเก็บไว้ในตู้เย็นนานเกินครึ่งชั่วโมง หากดื่มทันทีจะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด แต่ควรระวังเรื่องสารฟอกขาวไว้ด้วย ซื้อมาจากสวนโดยตรงก็จะดีและปลอดภัยมาก และสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมะพร้าว

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

มะอึก

      มะอึก..เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นต้นของมันมาก่อนเลย เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเหมือนพืชผักชนิดอื่น ๆ เท่าใดนัก ถ้าจะหาต้นของมันให้พบได้ง่าย ๆ เหมือนต้นพริก ต้นมะเขือ ละก็เป็นการยากอย่างแน่นอน  และที่ผมนำมานำเสนอนี้ก็ได้พบกับต้นมะอึกนี้โดยบังเอิญ..เลยเก็บภาพของมันมาฝากกันครับ..
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะอึก
มะอึก เป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่กว้าง กว้าง 15-25 ซม. ยาว 20-30 ซม. โคนใบเว้าหรือตัด ขอบใบหยักเว้าเป็นพู แผ่นใบสีเขียว มีขนทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแหลม เกสรเพศผู้สีเหลือง เป็นเส้นรวมเป็นยอดแหลม ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.8-2 ซม. ผิวมีขนยาวหนาแน่น ผลสุกสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดแบน มีจำนวนมาก
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผล ใบ ราก เมล็ด
สรรพคุณของมะอึก
ราก แก้ดีฝ่อ ดีกระตุก แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว บำรุงถุงน้ำดี แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ขับเสมหะ กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายใน ระงับปวด กระทุ้งพิษไข้หัวทุกชนิด รักษาแผลแก้เสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายไหล แก้ไข้ พอกแก้คัน พอกแผล ดับพิษสะอึกในไข้
ผล แก้เสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไข้สันนิบาต กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายใน แก้ดีฝ่อ ดีกระตุกเมล็ด แก้ปวดฟัน และกินเป็นผักได้
ใบ รักษาโรคฝี เป็นยาพอก แก้คัน
เมล็ด  แก้ปวดฟัน (โดยเผาสูดดมควันเข้าไป)
ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ดีฝ่อ แก้กระตุก แก้น้ำลายเหนียว
คนส่วนใหญ่จะนำผลมะอึกมาประกอบอาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผลอ่อนหรือผลสุก เช่นนำมาทำน้ำพริกมะอึก แกงส้มกับหมูย่าง ใส่ส้มตำหรือแกงเนื้อ เพราะมะอึกจะให้พลังงาน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือในการนำผลมะอึกมาทำอาหารนั้นก็ควรที่ขูดขนอ่อนๆ นั้นออกเสียก่อนและล้างให้สะอาด หรือไม่บางคนก็ปอกเปลือกมะอึกออกเพราะคิดว่ามันแข็ง จะได้สะดวกในการรับประทาน

คุณค่าทางโภชนการของมะอึก
คุณค่าทางอาหารของมะอึก ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 53 แคลอรี่ โปรตีน 1.9 กรัม ไขมัน 0.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 9.5 กรัม แคลเซียม 26 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 41 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 163.14 RE วิตามีนบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามีนบี2 0.05 มิลลิกรัม ไนอะซีน 4.9 มิลลิกรัม วิตามีนซี 3 มิลลิกรัม

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

ผักหวานบ้าน

ผักหวานบ้าน
             ไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นแข็ง ลำต้นกลมหรือค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวเข้มผิวเรียบ แตกกิ่งก้านระนาบกับพื้นหรือเกือบปรกดิน กิ่งเรียวงอเล็กน้อยตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีเขียวอ่อน รูปไข่แกมขอบขนาน รูปขอบขนาน หรือรูปคล้ายขนมเปียกปูน ยาว 4-8 เซนติเมตร กว้าง 2-5 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้ม มีแถบสีขาวบริเวณกลางใบ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีหูใบ มีใบประดับรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม ดอกเดี่ยว แยกเพศ ออกบริเวณซอกใบ เรียงตามก้านใบ โดยมีใบปรกอยู่ด้านบน ดอกขนาดเล็ก มี 2 ชนิด ตอนบนของกิ่งก้านจะเป็นดอกเพศเมีย ส่วนตอนล่างจะเป็นดอกเพศผู้ มีดอกเพศเมีย 1-3 ดอก ดอกเพศผู้จำนวนมาก ดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ รูปจานกลมแบน สีน้ำตาลแดง ขนาด 0.5-1 เซนติเมตร เกสรเพศผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก ดอกเพศเมียมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ รูปไข่กลับ เหลื่อมซ้อนกันคล้ายเรียงสองชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบเลี้ยงสีแดงเข้มหรือสีเหลืองจุดประสีแดงเข้ม ผลแห้ง แตกได้ ทรงกลมแป้น สีเขียวอ่อน ฉ่ำน้ำ  ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร เมื่อแก่เต็มที่มีสีขาวอมเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีแดงติดคงทน ภายในผลแบ่งเป็น 6 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ดเมล็ดเป็นรูปครึ่งวงกลม เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม หนา และแข็ง พบตามป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ ที่รกร้าง ป่าดิบชื้น ที่โล่งแจ้ง ตามเรือกสวน ออกดอกตลอดปี ยอดอ่อน เมื่อลวก นึ่ง ใช้รับประทานเป็นผัก


สรรพคุณของผักหวานบ้าน
               
ตำรายาไทย  ใช้  ใบ รสหวานเย็น ปรุงเป็นยาเขียว แก้ไข้ ใช้น้ำยางหยอดตาแก้ตาอักเสบ รักษาแผลในจมูก   ใบและต้น มีรสหวานเย็น น้ำยางจากต้นและใบ ใช้หยอดตา แก้ตาอักเสบ ตำผสมกับรากอบเชยเป็นยาพอก รักษาแผลในจมูก ผสมกับสารหนูใช้ทาแก้โรคผิวหนังติดเชื้อ ใบและราก ตำให้ละเอียดใช้พอกฝี ราก รสเย็น ต้มเป็นยาแก้ไข้ ถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้กลับ แก้ซาง แก้ปัสสาวะขัด ผิดสำแดง รักษาคางทูม แก้ลม มะเร็งคุด 
สมุนไพรใกล้ตัว

ชุมเห็ดเทศ

ลักษณะของชุมเห็ดเทศ
ต้นชุมเห็ดเทศ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นแนวขนานกับพื้นดิน กิ่งจะแผ่ออกทางด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื้น ไม่ชอบที่ร่ม สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด พรรณไม้ชนิดนี้ไม่ต้องการความเอาใจใส่ ปลูกแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้โตขึ้นเองได้ พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนที่ราบหรือบนภูเขาสูงจนถึง 1,500 เมตร
ใบชุมเห็ดเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 8-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายใบโค้งมนหรือหยัก โคนใบมนเว้าเข้าหากันเล็กน้อย โคนใบทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเรียบเป็นสีแดง ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา หยาบและเหนียว แก่นกลางใบหนา ก้านใบรวมยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ส่วนก้านใบประกอบยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีหูใบลักษณะเป็นรูปติ่งหู สามเหลี่ยม ยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ติดทน เมื่อนำมาใบอบให้แห้งแล้วจะเป็นสีน้ำตาลอมเขียวถึงสีน้ำตาล ส่วนผงที่ได้เป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีกลิ่นอ่อน ๆ รสเบื่อเอียนและขมเล็กน้อย
ดอกชุมเห็ดเทศ ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตั้ง โดยะจออกตามซอกใบและตามปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ แคบ ๆ ยาวประมาณ 20-50 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองทอง มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่เกือบกลมหรือเป็นรูปช้อน ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีก้านกลีบสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 9-10 อัน โดยมีเกสรอันยาว 2 อัน (ก้านเกสรหนา ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1.2-1.3 เซนติเมตร) เกสรอันสั้น 4 อัน (ก้านเกสรจะยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร) และเกสรเพศผู้ที่ลดรูปอีก 4 อัน อับเรณูเปิดที่ปลาย รังไข่เกลี้ยง มีออวุลจำนวนมาก ยอดเกสรมีขนาดเล็ก มีใบประดับเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง หุ้มดอกที่ยังไม่บาน ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปรี ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร หลุดร่วงได้ง่าย ก้านดอกสั้น ยาวประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เรียงซ้อนเหลื่อมในตาดอก ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน มีความยาวไม่เท่ากัน โดยจะยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร
ผลชุมเห็ดเทศ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปแถบ ยาว แบน และเกลี้ยงไม่มีขน ฝักมีขนาดยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีสันหรือปีกกว้าง 4 ปีก ปีกกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร ตามความยาวของฝัก ฝักมีผนังกั้น ฝักเมื่อแก่จะเป็นสีดำและแตกตามยาว ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 50-60 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดรูปสามเหลี่ยมสีดำ มีผิวขรุขระ เมล็ดมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร
สรรพคุณของชุมเห็ดเทศ
ราก ชุมเห็ดเทศใช้ผสมยาบำรุงธาตุ ช่วยทำให้เจริญอาหาร
ใบ ทำเป็นใบชาชุมเห็ดเทศนำมาชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการใช้ใบสดหรือแห้ง แก้เส้นประสาทอักเสบ ใบมีกลิ่นฉุน นำมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาอมบ้วนปาก
เมล็ด  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยแก้ตานซาง ถ่ายพิษตานซาง
ราก ช่วยรักษาโรคตาเหลือง
ทั้งต้น ช่วยแก้ดีซ่าน
ใบและดอก นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้หืด ขับเสมหะในรายที่หลอดลมอักเสบ
รากและทั้งต้น มีสรรพคุณเป็นยาถ่ายเสมหะ
เปลือกต้น มีสรรพคุณเป็นยาสมานท้อง

นอกจากนี้เปลือกต้น ราก และผลก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายท้องเช่นกัน ส่วนต้น ราก ใบ ดอก และเมล็ดใช้เป็นยารักษาอาการท้องผูก

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

เตยหอม
ลักษณะของเตยหอม
เตยหอม เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก  ลำต้นเป็นข้อ มีรากค้ำช่วยพยุงลำต้นไว้  ใบเป็นใบเดี่ยวสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด  ลักษณะเป็นใบเรียวยาว ขอบใบเรียบมีผิวมัน  ตรงกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง นอกจากนี้  ใบเตยหอมยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด
สรรพคุณของใบเตย
- บำรุงหัวใจ  ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ
- ดับกระหาย  คลายร้อน
- กลิ่นของใบเตยทำให้รู้สึกสดชื่น  ผ่อนคลาย
- ช่วยชูกำลัง  ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกาย
- ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
- ช่วยรักษาโรคเบาหวาน  ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ช่วยลดความดันโลหิต
- ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
- ช่วยบรรเทาอาการไข้และดับพิษไข้
- ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย
- ช่วยรักษาโรคหืด
- เป็นยาแก้กระษัย
- เป็นยาขับปัสสาวะได้
- ช่วยรักษาโรคหัดได้
- ช่วยรักษาโรคผิวหนังได้
ประโยชน์ด้านอื่นๆ ของใบเตย
- สีเขียวของใบเตยใช้เป็นสีผสมอาหารคาวหวานได้อย่างดีเยี่ยม
- กลิ่นหอมของใบเตยเป็นส่วนทำให้อาหารน่ารับประทานและเพิ่มรสชาติได้
- ช่วยดับกลิ่นหืนของน้ำมันที่ใช้แล้ว
- ใช้ไล่แมลงสาบ
- ช่วยดับกลิ่นอับชื้นต่างๆ
- เป็นทรีทเม้นท์บำรุงหน้าได้
วิธีการนำไปใช้
- น้ำใบเตย :  นำใบเตยสดล้างให้สะอาด 1 กำมือต้มกับน้ำ 4-5 ลิตร  จนน้ำออกสีเป็นสีเขียว  ใส่น้ำตาลตามใจชอบ  สามารถดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นตามความต้องการ
สูตรควบคุมน้ำตาลในเลือด :  นำใบเตยหอม  32 ใบ  และใบต้นสัก  9  ใบ  นำมาตากแดดแล้วนำมาชงเป็นชาดื่มอย่างน้อย 1 เดือนต่อเนื่อง หรือใช้รากเตยประมาณ 1 กำมือ มาต้มกับน้ำดื่มเช้าเย็น อย่างน้อย 1 เดือนต่อเนื่อง
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจและบำรุงกำลัง  : ใช้ใบสดผสมในอาหารรับประทาน   จะทำให้อาหารมีรสเย็น  ทำให้หัวใจชุ่มชื่นนำใบสดมาคั้นเอาแต่น้ำรับประทานครั้งละ  2-4  ช้อนแกง
ขับปัสสาวะ  :  ใช้ต้นเตย  1 ต้น หรือใช้รากครึ่งกำมือ  นำมาต้มน้ำดื่ม
รักษาโรคผิวหนัง และโรคหัด : นำใบสดมาตำใช้พอกบริเวณที่เป็น
ทรีทเม้นท์บำรุงหน้า :  นำใบเตยสดล้างให้สะอาด  หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นกับน้ำสะอาดจนละเอียด  จะได้ครีมข้นเหนียว  แล้วนำมาพอกหน้า  ทิ้งไว้  20 นาที
ใช้ใบสดคั้นเอาน้ำสีเขียวนำไปเป็นสีผสมอาหารได้
ใช้ใบสดนึ่งกับอาหารหรือขนม  หรือต้มกับข้าว  จะได้กลิ่นอาหารที่น่ารับประทานมากขึ้น

สีของใบเตยถูกนำไปผสมเป็นอาหารคาวหวานมานมนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากสีสันแล้ว กลิ่นอันหอมหวนโดดเด่นก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของใบเตยที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นดับกลิ่นคาวในอาหาร ดับกลิ่นอับในห้อง หรือตู้เสื้อผ้า เพิ่มกลิ่นของขนมและอาหารให้น่าสนใจและเรียกน้ำย่อยได้อย่างดีทีเดียว  
สมุนไพรใกล้ตัว

มะม่วง
มะม่วงจัดเป็นไม้ยืนต้น เป็นผลไม้เศรษฐกิจ ประโยชน์ของมะม่วงที่เราเห็นเป็นประจำก็คงจะไม่พ้นการนำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งผลดิบและผลสุก รวมทั้งมีการไปทำเป็นอาหารว่างต่าง ๆ เช่น มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง พายมะม่วง และนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ใส่น้ำพริก ยำ ส้มตำ ส่วนยอดอ่อนหรือผลอ่อนก็สามารถนำมาประกอบอาหารแทนผักได้อีกด้วย
ประโยชน์ของมะม่วง
- มะม่วงก็ช่วยทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาได้เหมือนกัน
- มะม่วงมีวิตามินซีสูง จึงช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
- มะม่วงมีวิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
- มะม่วงช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน
เป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย
- ช่วยทำให้ผ่อนคลาย และหลับสบายยิ่งขึ้น
- ช่วยทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ปรับสมดุลภายใน
- ประโยชน์ของมะม่วงดิบ ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
- ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ
- มีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมไปถึงต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
- ช่วยเยียวยาและรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ใบมะม่วงประมาณ 15 ใบ นำมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย โดยใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง ถ้าน้ำแห้งก็เติมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วนำมาตั้งทิ้งไว้ค้างคืนไว้ 1 คืน พอเช้าก็นำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน
- ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ด้วยการรับประทานผลสดแก่
- ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ด้วยการรับประทานผลสดแก่
- สรรพคุณของมะม่วง ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการรับประทานผลมะม่วง
- ช่วยแก้โรคคอตีบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วงมาต้มรับประทาน
- แก้ซางตานขโมยในเด็ก ด้วยการใช้ใบมะม่วงพอประมาณนำมาต้มรับประทาน
- ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ ด้วยการใช้เปลือกของลำต้นมะม่วง มาต้มรับประทาน
- เปลือกมะม่วงของผลดิบ นำมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยช่วงมีประจำเดือน
- เปลือกต้นมะม่วง นำมาต้มเอาน้ำดื่ม ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน
- ไฟเบอร์จากมะม่วง เป็นตัวช่วยสำหรับการย่อยอาหาร และเผาผลา

   คงจะเห็นละครับว่า มะม่วงมีประโยชน์มากมายทีเดียว เป็นได้ทั้งอาหาร และเป็นยาสมุนไพร นอกจากนี้มะม่วงยังจัดว่าเป็นพืชที่เป็นไม้มงคลที่สมควรนำมาปลูกไว้ในบ้านนะครับ.

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว

ต้นชะพลู

ต้นชะพลู
ชื่ออื่นๆ : ผักปูนก (ลำปาง), ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก (เชียงใหม่) นมวา (ใต้)

ลักษณะของต้นชะพลู :
     ต้นชะพลู เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ ใบชะพลูมีสีเขียวสดเป็นมัน ฐานใบกว้าง ปลายใบชะพลูแหลมคล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบชะพลูมีกลิ่นฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็กออกเป็นช่ออัดกันรูปทรงกระบอกยาว
สรรพคุณของต้นชะพลู : โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง แก้ขัดเบา เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง
ต้นชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูง ชะพลูเป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณทางยามีฤทธิ์ แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับภายลม บำรุงธาตุ เป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ท้อง อืดเฟ้อ แก้อุระเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีซ่าน บำรุงน้ำดี ต้าน เกาะกรุมของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากใบชะพลูมีสารออคซาเลทค่อนข้างสูง สารตัวนี้สะสมใน ร่างกายมากเกินไป เป็นผลให้เกิดนิ้วในลำไส้ ดังนั้นควรรับประทาน แต่พอประมาณ 
วิธีใช้
1.แก้เบาหวาน เอาต้นชะพลู ทั้ง 5 (เอาทั้งต้นตลอกถึงราก) มา 1 กำมือ พับเป็น 3 ทบใช้ ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปราะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี่ยวเหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ได้ผลชะงัดหรือจะเอาใบชะพลูทั้งต้นและใบ 9 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในภาชนะพร้อมด้วยน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานให้หมดก่อนอาหารเย็น โดยรับประทาน 15 วันต่อครั้ง เมื่อรับประทานไปได้ 2 ครั้ง ภายใน 30 วันแล้ว ลองไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์กรวดน้ำปัสสาวะ หากปกติให้หยุด ถ้ายังมีน้ำตาลในปัสสาวะให้ต้มรับประทานต่อ
2.ยาแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เอาเปลือกหอยแครง 7 ฝา (เผาไฟให้เป็นขี้เถ้า) กับต้นชะพลูทั้ง 5 นำมาย่างไฟให้กรอบ ตำผสม กันให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อน รับประทานต่างน้ำชามีสรรพคุณแก้โรคถ่ายปัสสาวะบ่อยๆได้ผลชะงัด 
3.แก้ขัดเบา เอาต้นแจงทั้ง 5 หนัก 3 ตำลึง ชะพลู หนัก 3 ตำลึง แก่น ไม้สัก 3 ตำลึง ตัวยาทั้ง3 นี้ ใส่หม้อดิน กับน้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยว ให้เหลือ 1 ส่วน ใช้น้ำยารับประทาน เช้า-เย็น แก้ขัดเบาได้ผลชะงัก 4. เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ นำใบชะพลูมาจิ้มน้ำพริก หรือกะปิหลน น้ำพริกปลาป่น หรือจะนำใบชะพลูมาทำเมี่ยงคำ ทานวันละ อย่างน้อย ๗ ใบ ทุกวัน จะทำให้ธาตุปกติ เจริญอาหาร ขับเสมหะได้ดี 
5.แก้โรคเส้นเลือดในร่างกายแข็ง ซึ่งโรคดัง 18 กล่าวมีคนเป็นกันมาก เมื่อเป็นแล้วทำให้เลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงหัวใจและสมองมีปัญหา ก่อให้ เกิดอาการเส้นโลหิตแตกหรือหัก เสียชีวิตได้ โดยเอา "ชะพลู" ทั้งต้นรวมราก จำนวน 3 ต้น ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ตักดื่มครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็น ดื่มจนตัวยาจืดแล้วเปลี่ยนยาใหม่ ดื่มให้ครบ 15 วัน จึงหยุด จากนั้นไปให้แพทย์ตรวจดู จะพบว่าอาการที่เป็นจะหายไป โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ 
ข้อควรระวัง 
     
ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต
สมุนไพรใกล้ตัว

ชะอม
ต้นชะอม ทุกท่านคงรู้จักกันดี โดยเฉพาะกลิ่นจากยอดชะอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ เป็นพืชชนิดไม้พุ่ม พบว่ามีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชะอมจะมีหนามที่ลำต้นและกิ่งก้าน ใบของชะอม มีสีเขียวขนาดเล็ก ก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ใบอ่อนของชะอมจะมีกลิ่นฉุน ปลายของใบชะอมจะแหลมขอบใบเรียบ ส่วนดอกของชะอม มีขนาดเล็กและออกตามซอกใบมีสีขาวนวล ชะอมสามารถขยายพันธ์ได้ โดยการปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการโน้มกิ่งลงดิน ชะอมนิยมนำมาทำเป็นส่วนประกอบการทำอาหาร เช่น ไข่ทอดชะอม (โดยเฉพาะกับน้ำพริกปลาทู) แกงส้มชะอมกุ้ง ชะอมชุบไข่  แกงส้มชะอมไข่ นำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก เป็นต้น จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าชะอม มีคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วย ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบีวิตามินบีวิตามินซี
ชะอม มีสรรพคุณป้องกันมะเร็ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยบำรุงเส้นผม  เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยบำรุงเส้นเอ็น ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบ
     ชะอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย แค่นำกิ่งสด ๆ ของชะอมมาปลูกลงดินในช่วงฤดูฝน ชะอมก็สามารถจะเจริญเติบโตได้โดยง่าย หรืออาจจะนำกิ่งชะอมมาปักชำใส่ถุงดำพักไว้ในร่มรำไร ชะอมก็จะงอกรากแล้วนำไปปลูกก็ได้  และหรือหากขยันสักหน่อยก็ใช้วิธีการตอนกิ่งชะอมซะเลย..รากงอกได้ดีในฤดูฝน จากนั้นจึงนำไปลงปลูกในหลุมต่อไป
สรรพคุณของชะอม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่ ยอดชะอม และรากชะอม
ยอดชะอม จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ  ช่วยในการขับถ่าย แก้โรคท้องผูก ช่วยบำรุงเส้นผม
รากชะอม จะมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอีดท้องเฟ้อ ลดการปวดท้อง
และช่วยขับลมในลำไส้  ช่วยบำรุงเส้นเอ็น ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง


ข้อควรระวังในการบริโภคชะอม
1. ชะอมจะทำให้น้ำนมแห้ง คุณแม่หลังคลอดไม่ควรรับประทาน
2. การรับประทานชะอม ในช่วงฤดูฝน ชะอม อาจมีรสเปรี้ยว อาจทำให้ปวดท้องได้
3. ชะอมมีกรดยูริก หากรับประทานมากๆ อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูก คนที่เป็นโรคเกาต์ไม่ควรบริโภคชะอม